ดร. ปริยากร รัตนสุบรรณ หรือที่รู้จักกันในนาม “มาดามโอ๋” คือโปรโมเตอร์หญิงคนเดียวของประเทศไทย (ในขณะนั้น) ผู้สืบทอดมรดกทางความคิด วิสัยทัศน์ และอุดมการณ์แห่งความยุติธรรม จากตำนานผู้บุกเบิกวงการมวยไทยอย่าง ดร. ทรงชัย รัตนสุบรรณ และได้รับการขนานนามจากคนในวงการว่า “ทรงชัยน้อย”
มาดามโอ๋ ก้าวเข้าสู่เส้นทางบริหารอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2547 พร้อมสืบทอดชื่อเสียง อุดมการณ์ และมาตรฐานแห่งความยุติธรรม ที่เป็นหัวใจสำคัญของ “วันทรงชัย” มาตั้งแต่วันแรก โดยยึดมั่นในหลักการเดียวกับผู้เป็นบิดา คือ “ความยุติธรรมต้องมาก่อน” ทั้งต่อนักมวย หัวหน้าคณะ และแฟนมวยอย่างเท่าเทียม

ตลอดระยะเวลาการทำงาน มาดามโอ๋มีบทบาทสำคัญ ในการสร้างแชมป์โลกมวยสากลเพิ่มอีก 3 คน โดยในจำนวนนี้เป็นนักมวยหญิงถึง 2 คน นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของนักกีฬาหญิงไทย ทั้งในมวยไทยและมวยสากลอาชีพสู่ระดับสากล และเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ให้ผู้หญิงในวงการที่เคยถูกจำกัดบทบาทมาอย่างยาวนาน

ในปี พ.ศ. 2552 ได้จัดการแข่งขันมวยไทยหญิง ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักมวยไทยหญิงทั่วประเทศ มีการจัดการแข่งขันมากถึง 50 คู่ นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ทำให้มวยไทยหญิงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้หญิงบนสังเวียนมวยอย่างเต็มภาคภูมิ พร้อมทั้งสร้างอาชีพและโอกาสอย่างเป็นรูปธรรมให้แก่นักกีฬา
ในการจัดการแข่งขันรายการมวยทุกครั้ง มาดามโอ๋ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง กับรางวัลการไหว้ครูที่สวยงาม และการใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทยที่ถูกต้อง เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์คุณค่าทางวัฒนธรรม รวมถึงจิตวิญญาณอันแท้จริงของมวยไทยให้คงอยู่สืบไป
ด้วยวิสัยทัศน์ ความสามารถ และผลงานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ดร. ปริยากร รัตนสุบรรณ จึงได้รับความไว้วางใจ ให้ดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมกีฬาไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ปริยากร รัตนสุบรรณ

  • โปรโมเตอร์หญิงที่โดดเด่นที่สุดในวงการมวยสากลโลก ได้รับรางวัลโปรโมเตอร์ยอดเยี่ยมจากองค์กรมวยโลก WBO 7 สมัยซ้อน
  • โปรโมเตอร์หญิงผู้ปลุกมวยหญิงในประเทศไทย
  • โปรโมเตอร์หญิงคนเดียวของเมืองไทย
  • โปรโมเตอร์หญิงแห่งศึกวันทรงชัย และศึกเอสวัน จัดการแข่งขัน ชกมวยศึกวันทรงชัยมวยไทยและมวยสากล
  • โปรโมเตอร์สนามมวยเวทีลุมพินี
  • กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทรงชัย จำกัด
  • นายกสมาคมกีฬาไทยแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

นโยบายและอุดมการณ์

…..ทำงานด้วยความตั้งใจ ใส่ใจ ทำให้เต็มความสามารถ การทำงานต้องมี ความจริงใจกับบุคคลอื่นทุกคน

ยึดมั่นในความถูกต้อง และคิดถึงส่วนรวม ที่ตั้ง…

ความภาคภูมิใจ

…รางวัลถือเป็นกำลังใจ และเป็นพลังในการก้าวเดินต่อไป ดิฉันมีความ ภาคภูมิใจ และสัญญาไว้ว่า จะตั้งมั่นในความดี ทำสิ่งที่สร้างสรรค์ต่อไป สำหรับวงการมวย…

ประวัติการศึกษา

ตำแหน่ง

  • 2547-2566 โปรโมเตอร์หญิงแห่งศึกวันทรงชัย จัดการแข่งขันชกมวยศึกวันทรงชัย มวยไทยและมวยสากล
  • 2556 – 2570 นายกสมาคมกีฬากีฬาไทยแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • 2550 อนุกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาแนวทางและส่งเสริมศิลปะการต่อสู้ของกีฬามวยไทย และ ศิลปะการแสดง ที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย
  • ผู้อำนวยการศูนย์มวยไทยต้านภัยยาเสพติด ลานมวยครูเสือ ภายใต้โครงการ ลานกีฬามวยไทย ด้าน ภัยยาเสพติด ของท่าน ฯพณฯ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี
  • 2552-2553 นายกสโมสรไลออนส์ธนบุรีรัตน์
  • คณะทำงานประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง
  • ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ

 

ผลงานและความสำเร็จ

วงการมวย

  • 2553-2559 (2010-2016) : โปรโมเตอร์ยอดเยี่ยม องค์กรมวยโลก WBO
  • 2550 (2007) : ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 100 Young EXECS จากนิตยสาร The Nation Publication
  • 2550 (2007) : ผู้ปลุกวงการมวยหญิงให้กลับมาอีกครั้ง โดยจัดให้มีการแข่งขันมวยไทยประจำ วันเสาร์

และผลักดันให้ชกสากลอาชีพ และเป็นแชมป์เปี้ยนโลกหญิงในที่สุด

  • 2549 (2006) : โปรโมเตอร์ยอดเยี่ยม สภามวยโลก WBC
  • 2549 (2006) : รางวัลเทพทอง
  • 2547 (2004) : รางวัล Working Women of the Year 2004 จากนิตยสารผู้หญิง “THE BEST CEO “
  • ผู้สร้างแชมป์เปี้ยนโลกหญิง สภามวยโลก WBC วินยู ภราดรยิมส์
  • ผู้สร้างแขมป์เปี้ยนโลกหญิง องค์กรมวยโลก WBO ธีระพร พรรณนิมิตร
  • 2554 : จัดมวยหารายได้ช่วยปรับปรุงสนามฝึกสุนัขตำรวจ
  • 2550 : จัดศึกมวยรักเมืองไทยสานใจไทยสู่ใจใต้สมทบทุนโครงการสร้างปอเนาะ ต้นแบบ 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้
  • 2548 : จัดมวยช่วยเหลือผู้ประสบภัย สึนามิ
  • 2548 : จัดมวยการกุศลช่วยเด็กชายพิษณุ เทียนงามสิจ นักมวยเด็กที่ชกมวยช่วยพ่อที่ป่วย
  • 2548 : จัดศึกวันทรงชัยการกุศล ทวีธาภิเษก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส
  • 2547 : จัดมวยสมทบทุนช่วยเหลือมูลนิธิเด็กพิการ เขตวังทองหลาง กรุงเทพ

“มาดามโอ๋” ปริยากร รัตนสุบรรณ เข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น เมื่อวันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2562

ลูกไม้ใต้ต้นที่ชื่อ ปริยากร รัตนสุบรรณ

พูดถึงเรื่องหมัดๆ มวยๆ กับผู้หญิง คงคล้ายเป็นดั่งคู่ตรงข้ามที่มองอย่างไรก็ไม่ค่อยจะเข้ากันเสียเท่าไหร่ กระนั้นสำหรับคุณโอ๋ ปริยากร รัตนสุบรรณ ผู้สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ให้กับแวดวงกำปั้นเมืองไทยในฐานะโปรโมเตอร์หญิงคนแรกของประเทศ คงถือได้ว่าเป็นกรณียกเว้น ในเมื่อสาวสวยคนนี้คือลูกไม้ใต้ต้นของโปรโมเตอร์ใหญ่เจ้าของ ‘ศึกวันทรงชัย’ ที่คอมวยต่างรู้จักและติดตามอย่างเหนียวแน่น ทรงชัย รัตนสุบรรณ คนโปรดฉบับนี้เราจึงบุกถึงเวทีมวยกรุงเทพ เวทีมวยแห่งใหม่ของศึกวันทรงชัย ย่านรัชดา เพื่อเจาะเลือดตรวจดูถึงความเข้มข้นในสายเลือดที่ถ่ายทอดจากคุณพ่อสู่ลูกสาวคนเก่งแสนสวยคนนี้

“จะว่าไปมันก็ถือเป็นความได้เปรียบนะคะ ตรงที่ว่าบ้านกับสำนักงานติดกัน เพราะฉะนั้นตั้งแต่เด็กโอ๋ก็จะเห็นหน้าเห็นตาพี่ๆ น้าๆ คุณป๊า คุณแม่ทำงานมวยตลอด และเวลามีแมตช์ใหญ่ๆ เราก็จะขนกันไปทั้งครอบครัวเลย คือเป็นสไตล์แบบว่าแฟมมิลี่ ให้กำลังใจกัน วันนี้จะได้เท่าไหร่ กำไร ขาดทุน อะไรอย่างนี้ค่ะ เป็นบรรยากาศที่ชินตา พอเรียนจบและทำงานอยู่ข้างนอกจนกระทั่งรู้สึกว่าอิ่มตัวแล้ว ก็เลยกลับมาช่วยที่บ้าน

“โอ๋เข้ามาช่วงเมษาฯ ‘46 ค่ะ ทำมาจนก่อนจะถึงพฤศจิกาฯ ก็เริ่มรู้สึกว่าเฮ้ย…เราเริ่มพูดภาษามวยกับเขารู้เรื่องกันแล้วนะ เราไม่ใช่คนนอกแล้ว ก็เริ่มเป็นโปรโมเตอร์มาตั้งแต่นั้น ไม่รู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง รู้สึกเหมือนกับว่าจากทำงานเบื้องหลังเปลี่ยนมาทำงานเบื้องหน้าแค่นั้นเอง จะต่างนิดหน่อยก็ตรงที่วันนี้เราต้องเป็นหน้าเป็นตาให้กับองค์กรแค่นั้น

“จะว่าไปวงการมวยเป็นวงการที่มีปัญหาเยอะนะคะ เพราะว่ามวยมันมีคนที่เกี่ยวข้องหลายคน ทั้งนักมวย ทั้งแฟน ทั้งภรรยา ลูก มีหัวหน้าคณะเข้ามาเกี่ยวข้องอีก ยากค่ะ แต่อีกแง่หนึ่งวงการมวยก็ได้ทำให้โอ๋เปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่ง คือรู้สึกถึงความเข้มแข็งในจิตใจอย่างแรง เพราะมันเป็นวงการแห่งศักดิ์ศรี เหมือนกับว่าเสือเจ็บห้ามร้องประมาณนี้ค่ะ คือมันทำให้เราเข้มแข็ง ทำให้เราผ่านสถานการณ์ที่ไม่ดีไปได้ ต้องอดทน ก็เป็นจุดที่แตกต่างจากวงการอื่น

“ซึ่งวิธีการปรับตัวหรือวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้โอ๋ก็เรียนรู้มาจากคุณป๊าและคุณแม่ค่ะ และแน่นอนว่าถ้าพูดถึงคนโปรดของโอ๋ ก็คือคุณป๊าและคุณแม่ เพราะว่าอันดับแรก ที่โอ๋มีวันนี้ได้ก็เพราะท่านทั้งสอง ถ้าโอ๋ไม่ใช่ลูกป๊าลูกแม่โอ๋ก็ไม่มีจุดนี้ ต่อมาก็คือคุณป๊าเป็นแบบอย่างของคนที่มีความตั้งใจในการทำงานมาก คือเกิดมาเพื่องาน ท่านทำให้โอ๋รู้สึกว่าคนที่ประสบความสำเร็จมันไม่ได้ประสบความสำเร็จง่ายๆ คุณป๊าเป็นต้นแบบให้โอ๋เห็นค่ะว่า คนที่ทุ่มเทคือคนที่สมควรแล้วที่จะได้รับรางวัล ขณะที่คุณแม่ก็เป็นต้นแบบให้โอ๋ในเรื่องความขยัน แล้วก็ความเมตตา คุณแม่เป็นคนที่เมตตาและก็เข้าใจจิตใจคนอื่นค่ะ”

กระนั้น ลูกสาวคนสวยก็ไม่วายแอบแซวคุณป๊าของเธอเล็กน้อย

“แน่นอนค่ะว่าความมุ่งมั่นของคุณป๊าเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่บางครั้งโอ๋ก็มองว่ามันมากเกินไป คือเหมือนกับว่าไม่หยุดน่ะค่ะ ถ้าภาษาเราเขาเรียกว่าไม่เป็นเวลา (หัวเราะ) แบบว่าเที่ยงคืนก็ยังทำงาน หัวสมองยังคิดเรื่องงานอยู่เลย คือคุณป๊าเขาขึ้นไปบนห้องนอน บนเตียง แต่ว่ายังดูเทปมวย โอ…แน่นอนดูเทปมวยสมองมันก็ต้องคิด นี่เป็นยังไง แล้วต่อไปเราจะให้เขาเจอกับใคร เอ๊ะทำไมวันนี้มันชกอย่างนี้ คือถามโอ๋ โอ๋มองว่าคนเรามันต้องแบ่งเวลา อยากให้คุณป๊ามีเวลาส่วนตัวกับเวลาการทำงาน ไม่อย่างนั้นสมองมันก็จะคิดตลอด แต่มันก็พูดยากตรงที่ว่า ณ ตอนนี้เราเป็นลูกไงค่ะ เราถึงพูดแบบนี้ แต่ ณ สถานะตอนนี้คือท่านเป็นพ่อเป็นแม่ ท่านทำก็เพื่อลูก

“แต่อย่างไรก็ตามท่านทั้งสองก็ยังเป็นคนโปรดของโอ๋เสมอค่ะ และในฐานะลูก เราก็ต้องมีความกตัญญู รู้ว่าเรามาจากตรงไหน ท่านนับร้อยมาให้เราแล้ว เราก็ต้องมีความกตัญญูซื่อสัตย์ ถึงแม้ว่าไม่ใช่กับพ่อแม่ก็ตาม กับคนอื่นๆ ก็ต้องสำนึกในบุญคุณ ต้องตอบแทนสิ่งที่ดีๆ ให้เขานะคะ แล้วก็ยึดแบบอย่างที่ดีของเขามาปรับใช้เป็นของตัวเอง เวลาที่ทำอะไรก็ต้องนึกถึงเขาก่อน เป็นกำลังใจในการทำงานด้วยค่ะ”

ปริยากร รัตนสุบรรณ โปรโมเตอร์มวยรุ่นใหม่

เอ่ยถึงชื่อ “ทรงชัย รัตนสุบรรณ” แฟนมวยไทยหลายคนคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเขาคือโปรโมเตอร์มวยชื่อดังของเมืองไทย ที่คร่ำหวอดในวงการหมัดๆ มวยๆ มานานกว่า 30 ปี แม้ปัจจุบันวงการมวยไทย จะไม่รุ่งเรืองเหมือนเช่นสมัยก่อน แต่คนรุ่นลูกอย่างลูกชายและลูกสาวของ “ทรงชัย” ก็กำลังเดินตามรอยเท้าพ่อ เพื่อสืบสานพัฒนาวงการมวยไทยให้เดินหน้าไปได้พร้อมๆ กับโลกสมัยใหม่

คุณโอ๋ หรือ คุณปริยากร รัตนสุบรรณ ลูกสาวคนเล็ก คลุกคลีกับเรื่องมวยมาตั้งแต่เด็ก เพราะบ้านที่แปดริ้ว จ. ฉะเชิงเทรา มีค่ายมวย แม้เมื่อครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วไม่ได้ทำค่ายมวยต่อ คุณพ่อของเธอก็ยังคงมีอาชีพเป็นโปรโมเตอร์มวยอยู่ โดยมีบ้านอยู่ใกล้กับสำนักงาน ทำให้คุณโอ๋ได้เจอได้เห็นการทำงานของคุณพ่อและทีมงานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

“แต่ก็ไม่ได้มีความคิดว่าจะกลับมาทำงานที่บ้าน เพิ่งมาคิดได้ตอนอยู่ปี 3 เพราะเวลาว่างเราก็กลับบ้านมาช่วยคุณแม่ ทำให้เราเห็นว่าคุณพ่อคุณแม่ทำงานเหนื่อย ก็มีความรู้สึกว่าเราควรที่จะมาช่วยเขาทำงานได้แล้ว แต่ตอนนั้นก็มองว่า เรายังคงไม่พร้อม เพราะต้องหาประสบการณ์ก่อน ก็รีบเรียนให้จบภายใน 3 ปีครึ่ง พอจบก็เริ่มไปทำงานหาประสบการณ์ที่ ปตท. ได้ปีกว่า ก็ไปเรียนต่อโทที่คณะบริหารจัดการ ม.มหิดล ก่อนเรียนจบโทประมาณ 2-3 เดือนก็กลับมาช่วยที่บ้าน คือประมาณเดือนเมษายน ปี 46” คุณโอ๋ เล่า

ตอนแรกที่เข้ามาทำงานนั้น คุณโอ๋เข้ามาดูแลเรื่องบัญชีก่อน แล้วจึงเริ่มคุยกับทีมงานแต่ละคน ว่าใครทำอะไร ปัญหาคืออะไร เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ เวลาไปที่เวทีมวยคุณโอ๋ก็จะคอยสักถามคนนู้นคนนี้ ไล่ไปตั้งแต่นักมวย หัวหน้าคณะ ไปจนถึงโปรโมเตอร์คนอื่น

“พอเดือนพฤศจิกายน โอ๋ก็เริ่มเป็นโปรโมเตอร์ โดยเริ่มจากมวยสากลก่อน เพราะไม่ค่อยมีปัญหาความวุ่นวาย คนเกี่ยวข้องน้อย แต่มวยไทยจะวุ่นวายเพราะนักมวยจะชกคนนึง มีครอบครัว หัวหน้าคณะ แต่ละคนต้องการไม่เหมือนกัน”

คุณโอ๋อธิบายหน้าที่ของโปรโมเตอร์ ว่า ผู้จัดการแข่งขันชกมวย ทำการประกบคู่มวย โดยเบื้องต้นติดต่อนักมวยคนไหน วางรายการให้เขา หาคู่แข่งให้เขา ซึ่งปัญหาอยู่ที่นักมวยทุกคนก็อยากได้เปรียบหมด คนที่ได้เปรียบอยู่แล้ว ก็ว่าตัวเองเสียเปรียบ เพราะไม่ใช่แค่ดูกันที่ส่วนสูง น้ำหนัก ต้องมีการต่อกัน เพื่อให้เกิดความสูสี และปัญหาอีกอย่างคือโปรโมเตอร์ส่วนใหญ่จะมีค่ายมวยของตัวเอง ความยุติธรรมจึงไม่ค่อยมี

“แต่เราไม่มีค่าย เราก็ต้องการให้มีความยุติธรรม และก็ต้องมีความยุติธรรมแก่คนดู ค่าตั๋วต้องคุ้มกับคุณภาพคู่มวยที่เราจัด”

คนอื่นๆ อาจจะมองว่า เธอเป็นแค่ผู้หญิงบอบบางคนหนึ่ง การเป็นโปรโมเตอร์มวยที่ต้องต่อสู้กับปัญหาต่างๆ มากมาย อาจจะเป็นเรื่องหนัก แต่สำหรับคุณโอ๋แล้ว เธอกล่าวว่า ไม่หนักใจเลย

“โอ๋ไม่ได้ตั้งใจอยากมาเป็นโปรโมเตอร์ โอ๋แค่อยากมาช่วยพ่อแม่ทำงาน ซึ่งโอ๋ก็รู้สึกว่าพ่อแม่เราก็ภูมิใจ แล้วก็เป็นตัวปลุกกระแสวงการมวย จากภาพที่คนอื่นมองว่ามันน่ากลัว แต่ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงทำได้ โอ๋ก็เหมือนเป็นตัวสะท้อนว่า เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน ถ้าไม่ได้เข้ามาสัมผัสก็ไม่รู้”

ด้านแผนการตลาดนั้น คุณโอ๋กล่าวว่า สำหรับคนไทย ศึกวันทรงชัยไม่เป็นปัญหาเลย เพราะแต่ละวงการก็จะมีแฟนเฉพาะ ศึกวันทรงชัยก็มีทั้งสื่อโทรทัศน์-วิทยุ แต่สำหรับชาวต่างชาตินั้นต้องติดต่อผ่านบริษัททัวร์ ซึ่งค่อนข้างมีปัญหา

“เราก็ไม่ได้เป็นเจ้าของเวทีเอง เขาให้โควตาแบบหมุนเวียน เช่น ศึกวันทรงชัย อยู่วันพุธที่ 1 มกราคม แล้วก็ไป 29 มกราคม แล้วก็ไป 15 กุมภาพันธ์ ไป 23 กุมภาพันธ์ คือไม่มีความแน่นอน แต่จะรู้ล่วงหน้ารายไตรมาส 3 เดือนครั้ง”

“เราก็ไม่สามารถบอกเขาได้ว่า เจอกันทุกวันพฤหัสบดี ซึ่งทำให้เกิดโปรเจกต์ใหญ่ในฝันที่คิดมาตั้งนานแล้วนี้ขึ้น เพราะว่าเราโตมากแล้ว แต่รายการมวยมีจำกัด นักมวยก็มีเยอะ ทำให้ประมาณเดือนกันยายนนี้ เราจะเปิดเวทีมวยของตัวเอง แล้วก็จะมีโรงเรียนสอนมวยไทยด้วย ตั้งอยู่ตรงถนนรัชดาฯ ใกล้โรงละครสยามนิรมิต”

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโรงเรียนมวยไทยแห่งนี้ แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ มือสมัครเล่นกับมืออาชีพ แต่แรกเริ่มจะมุ่งไปที่อาชีพก่อน เพราะในต่างประเทศมวยไทยเป็นที่นิยมมาก นักมวยต่างชาติก็อยากมาเรียนที่เมืองไทยในโรงเรียนที่ได้มาตรฐาน

“ถ้ามาเรียนกับเราเขาก็จะได้ประกาศนียบัตร มีการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ และอีกกลุ่มที่สนใจคือเยาวชนไทย ที่ไม่ค่อยสนใจเรียนมวยไทย เพราะกลัวกระทบกระเทือน ทำให้ไปเล่นกีฬาอื่นกันหมด โดยเด็กที่จะเข้ามาเรียนก็น่าจะตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป แล้วก็มีการทดสอบก่อนว่าทำได้ไหม”

“หลักสูตรจะเริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ขั้นกลาง ขั้นสูง การสอนเน้นที่ความเข้าใจเรื่องราวของมวยไทย โดยเริ่มต้นต้องเรียนประวัติมวยไทย การพันมือ วอร์มอัพ หมัดตรง หมัดแย็บ และการสอบแบบประชิดตัว นอกจากนี้ เราก็จะมีพิพิธภัณฑ์มวยไทย มีการแสดงนิทรรศการให้คนที่เข้ามารู้ประวัติของมวยไทย รู้ว่าทำไมเราควรจะช่วยกันอนุรักษ์มวยไทย” คุณโอ๋ กล่าว

คุณโอ๋ยังได้บอกเล่าถึงเสน่ห์ของมวยไทย ว่า อยู่ที่การไหว้ครู ความอ่อนช้อย และสติปัญญาของบรมครู นัยยะแฝงของการไหว้ครู คือการอบอุ่นร่างกายก่อนชก ยืดเส้นยืดสาย และอีกนัยนึงก็คือการตั้งสติ รวบรวมสมาธิ นึกถึงครูบาอาจารย์ พ่อแม่ จะต่อยแต่ละครั้งจะล้มมวยไม่ได้ ไหว้พระพรหมสี่หน้า ไหว้ให้เกียรติคนดู แสดงความมีน้ำใจไหว้คู่ต่อสู้ เป็นวัฒนธรรมที่ดีงามของคนไทย

“อย่างในสมัยก่อนที่นายขนมต้มเขาก็สู้กับพม่า 10 คนด้วยมือเปล่า เขาก็ชนะได้ แสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ ว่ามือเปล่า เท้าเปล่า เข่า ศอก ล้วนแต่มีพิษสง เป็นเสน่ห์ให้น่าศึกษา”

ส่วนที่หลายคนมักจะมองว่ามีเรื่องการพนันเข้ามาเกี่ยวข้องกับมวยนั้น คุณโอ๋บอกว่า เรื่องการพนัน กีฬาอื่นๆ ก็มี เช่น ฟุตบอลซึ่งเงินพนันสูงกว่ามวยมากนัก เป็นเรื่องที่ห้ามยาก คนเราความคิดไม่ตรงกัน การพนันจึงเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เราในฐานะโปรโมเตอร์ทำได้ก็คือ ควบคุมบรรยากาศ ทำยังไงไม่ให้คนดูรู้สึกว่า คนเล่นพนันเป็นคนส่วนใหญ่ ทำให้คนอื่นไม่อยากก้าวเข้ามา

ปัจจุบันคุณโอ๋ยังได้จัดการแข่งขันมวยหญิงด้วย โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ปี 2548 ซึ่งคุณโอ๋เกิดความคิดขึ้น ประกอบกับที่เคยได้ยินพระราชินีตรัสเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงถูกข่มขืน เธอจึงทำเรื่องเสนอไปที่สำนักพระราชวัง ขอถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งก็ได้รับการอนุมัติ ทำให้จัดงานยิ่งใหญ่กลางสนามหลวง ทำสปอตโฆษณาทางทีวี เชิญชวนค่ายมวยที่มีมวยหญิงทั่วประเทศ ส่งประวัตินักมวยมาคัดเลือก ก็มีส่งมากันมากมาย

“เราจัดงานตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงตี 4 ประมาณ 30 คู่ได้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้น และในปีนี้ก็เริ่มทำจริงจัง คือทุกเสาร์ก็เอามวยหญิงไปเสริม 2 คู่ คือตอนนี้ศึกวันทรงชัยมีมวยหญิงทุกครั้งแล้ว แล้วก็มีไปต่างประเทศด้วย แต่ปัญหาผู้หญิงจะมีเรื่องของสรีระ จะสู้ผู้ชายไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องชกบนสังเวียน ใจสู้กว่าผู้ชายบางคน แต่ช่วงการฟิตซ้อม ถ้ามีประจำเดือนก็ปวดท้องก็ต้องพัก พอช่วงวัยเริ่มมีแฟนก็หยุดเป็นนักมวยแล้ว เรียกว่าวงจรชีวิตสั้นกว่า”

สำหรับการทำงานในด้านต่างประเทศนั้น พี่ชายคุณศิรภพ รัตนสุบรรณ เป็นผู้ดูแลหลัก ซึ่งคุณพ่อได้ตั้งองค์กร S1 ขึ้นเพื่อรองรับคู่มวยไทยปะทะต่างชาติ เพราะตอนนี้เกิดกรณีที่ต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น นำมวยไทยไปใช้ แต่ไม่ใช้ศอก แล้วก็ไม่เรียกชื่อว่ามวยไทย โดยหน้าที่ของ S1 คือการนำนักมวยไทยออกไปชกที่ต่างประเทศ ในประเทศที่นิยม เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์

“ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาก็มีค่ายมวยของเขาเหมือนกัน และบางทีเราก็ติดต่อนักมวยของเขาเข้ามาชกในไทยด้วย แต่ตรงนี้ก็มีปัญหาว่าโปรโมเตอร์ไทยบางคน ไม่ได้สกรีนนักมวย พอไปศิลปะแม่ไม้อะไรก็ไม่เป็น ก็โดนฝรั่งเขาตีเตะช้ำกลับมา คือไม่ได้เอานักมวยที่ดีไป ไม่ได้เอามวยที่ต้องการไปเผยแพร่ แต่เป็นแค่ธุรกิจ “

สำหรับเวลาว่างคุณโอ๋ นอกเหนือจากกีฬามวยที่สนใจแล้ว คุณโอ๋ยังมีกิจกรรมที่ทำชื่นชอบไม่ว่าจะเป็น อ่านหนังสือ ยิงปืน ไปวัด ซึ่งคุณโอ่เล่าให้ฟังว่า “โอ๋ชอบยิงปืนกับถ่ายรูป มันใช้หลักการเดียวกัน ฝึกสมาธิ เวลาเหนี่ยวไกกับเวลากดชัตเตอร์ มันค่อนข้างคล้ายกัน มันเห็นเลยว่าเราทำอะไรไปแล้วมันได้ยังไง ไม่เหมือนกอล์ฟ มันไกลโอ๋ไม่ชอบ ส่วนถ่ายรูปแต่ก่อนจะไปต่างจังหวัด แต่เดี๋ยวนี้จะไม่ค่อยมีเวลา ส่วนมากก็ไปทะเลกับครอบครัว ถ่ายรูปเล่น ไม่ค่อยได้ถ่ายแบบศิลปะมาก แต่ในโรงเรียนที่โอ๋จะเปิดสอนจะมีสตูดิโอเป็นของตัวเอง เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองด้วย”

คุณโอ๋ได้ฝากถึงเยาวชนว่า “มวยไทยเป็นศิลปะป้องกันตัว เป็นศิลปะประจำชาติ ที่อยากให้ทุกคนอนุรักษ์ไว้ ไม่จำเป็นต้องดูศึกวันทรงชัย ดูรายการไหนก็ได้ แต่อยากให้คุณมีความเข้าใจว่ามวยไทยคืออะไร มีความเป็นมายังไง ถ้ามีเพื่อนชาวต่างชาติถามก็สามารถตอบเขาได้ และอยากให้โอกาส อยากให้ภาพความรู้สึกเดิมๆ เรื่องความน่ากลัวหมดไป ลองก้าวมาสัมผัสดู มันไม่ได้เป็นแบบนั้น”

ปริยากร รัตนสุบรรณ “ทรงชัยน้อย” คลื่นใหม่วงการมวย

สาวน้อยหน้าใสวัยเพียง 24 ปี คนนี้ เธอเป็นโปรโมเตอร์หญิงที่มีอายุน้อยที่สุด และเป็นคนเดียวในวงการมวยของไทยขณะนี้ “โอ๋” ปริยากร รัตนสุบรรณ กับภาระหน้าที่ในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทรงชัย แม้จะหนักและเหนื่อยจนบางครั้งต้องแลกด้วยน้ำตา แต่เธอยืนกรานว่า “มวยคืออาชีพเรา จะยังไงก็ต้องสู้ต่อไป”

โอ๋เป็นลูกสาวคนเล็กของทรงชัย รัตนสุบรรณ โปรโมเตอร์มวยชื่อดังผู้วางรากฐานให้กับวงการมวยไทยมาราว 27 ปี ด้วยความคุ้นเคยกับการทำงานในวงการมวยของผู้เป็นพ่อมาตั้งแต่เด็ก อุดมการณ์ของทรงชัยจึงถูกถ่ายทอดและซึมซับเข้าสู่สายเลือดของเธออย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อบวกกับความต้องการแบ่งเบาภาระของคุณแม่เป็นแรงผลักดัน เธอจึงกลับมาทำงานที่บ้าน แม้ว่าหน้าที่การงานในบริษัท ปตท. ของเธอกำลังไปได้ดี

“โอ๋ไม่อยากเห็นคุณแม่เหนื่อย โอ๋ว่าท่านเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งในการทำงาน เพราะกิจการของเราต้องอาศัยเงินหมุน ทุกอย่างเราต้องจ่ายก่อน แต่เวลารับลูกค้ามักขอ 90 วัน 60 วันบ้าง ฉะนั้นคุณแม่จะหนักพอสมควร และท่านไม่ค่อยแข็งแรง โอ๋ก็คิดว่า เราน่าจะช่วยแบ่งเบาได้ โอ๋ก็อยากสานฝันความคิดของคุณพ่อที่จะทำให้มวยไทยมรดกไทยเป็นมรดกโลก แม้จะยากมาก แต่โอ๋เชื่อมั่นว่า ถ้าเรามีความตั้งใจมันก็น่าจะสัมฤทธิผลได้”

ความรับผิดชอบของโอ๋ เริ่มตั้งแต่การจัดโปรแกรมการชก ว่าใครค่ายไหนควรเจอกันเมื่อไร เพราะบริษัท “วันทรงชัย” มีนักมวยไทยในสังกัดร่วมหมื่นคนทั่วประเทศ บางครั้งเธอต้องตระเวนออกไปดูการฟิตซ้อมและความเป็นอยู่ของนักมวยตามค่ายมวยด้วยตนเอง เพื่อจัดนักมวยที่มีความพร้อมที่สุดขึ้นชก ซึ่งเธอบอกว่า ความตึงเครียดที่เธอสืบทอดมาพร้อมกับหน้าที่นี้คือ ภาระในการพิจารณาโปรแกรมอย่างยุติธรรมและทำให้ทุกฝ่ายพอใจ เพราะทุนและรายการชกมีจำกัด เรียกได้ว่า เธอเป็นผู้มีส่วนในการจัด “เบื้องหน้าเวที”

ขณะเดียวกัน เธอก็ยังมีภาระสำคัญที่ต้องรับผิดชอบต่อ “เบื้องหลังรายการ” ทั้งการเชิญ “ผู้ใหญ่” มาเป็นประธานเปิดเวที และที่สำคัญคือ การติดต่อขอสปอนเซอร์ เพื่อหารายได้มาครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในแต่ละครั้งที่จัดชกมวย ตลอดจนประสานงานเรื่องการถ่ายทอดสดซึ่งเธอยอมรับว่า กระแสกีฬาฟุตบอลต่างประเทศ กีฬาเทนนิส เหล่านี้ทำให้ คนสนใจมวยไทยน้อยลง และรายได้จากสปอนเซอร์ก็ลดลง ขณะที่วงการมวยเองก็มีโปรโมเตอร์เกิดขึ้นเยอะจึงมีการแข่งขันตัดราคาและการล็อบบี้สูง ทำให้รายการถ่ายทอดของเธอต้องหลุดจากสถานีหลักไปออกอากาศทางช่อง 11 แทน “มันหนัก เพราะลูกค้าไม่เข้า แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะนักมวยไม่มีที่ระบาย”

“มันหนักตรงที่ทุกคนต่างก็ต้องการรับความช่วยเหลือจากเราหมด เขารอเข้ารายการชก เราก็ได้ถูกกดดันตรงที่ต้นทุนค่าตัวนักมวยมาแล้วล้านห้า เราต้องทำอย่างไรให้ได้สปอนเซอร์มากกว่านี้ ก็ต้องยอมรับที่ทำๆ ก็ขาดทุนบ้างกำไรบ้างเจ๊าๆ กันไป แต่ก็ถือว่าเราพอจะมีเงินที่หล่อเลี้ยงตรงนี้ และนักมวยเองก็ต้องรับผิดชอบครอบครัวเขา เราก็ต้องไปแสวงหาวิธีอะไรที่จะทำให้เราได้เงินมาตรงนี้”

รายได้ค่าตั๋วซึ่งเป็นเพียงแหล่งเดียวของรายได้สำหรับรายการที่ไม่มีการถ่ายทอดสด และรายได้จากสปอนเซอร์สำหรับนัดที่มีการถ่ายทอด ปัจจุบัน บริษัท วันทรงชัย ยังหารายได้จาการทำ VCD ออกจำหน่าย เพื่อนำรายได้ตรงนี้มาจุนเจือกับค่าใช้จ่ายจากการจัดโปรแกรม พร้อมทั้งส่งเสริมมวยไทยให้โด่งดังไปทั่วโลก และกระตุ้นให้คนไทยรุ่นใหม่อยากมาดูมวยไทยมากขึ้น เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของวงการนี้

แม้วันนี้ สถานการณ์ของวงการมวยไทยอาจถึงจุดวิกฤตด้านคนดู รายได้ และภาพลักษณ์วงการมวยไทย แต่ทว่าชื่อเสียง “ศึกวันทรงชัย” ก็ยังเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพของรายการมวย สามารถเรียกแรงศรัทธาของแฟนมวยไทยให้กลับมาติดขอบเวทีได้เกือบทุกครั้ง ประกอบกับน้ำใจของครอบครัว “รัตนสุบรรณ” ที่มีต่อนักมวยในสังกัด ทำให้โอ๋ไม่อาจละทิ้งกิจการและวงการนี้ได้ ตราบเท่าที่เธอยังมี “แรงสู้” ต่อไป

“โอ๋ตอบไม่ได้ว่าจะทำกิจการนี้ไปจนอายุ 50 หรือ 60 ปีเหมือนคุณป๊าหรือเปล่า แต่โอ๋รู้แค่ว่า ต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเรามีนักมวยในสังกัดทั่วประเทศค่อนข้างมาก ถ้าเราไม่ทำ เราก็ต้องหาคนขึ้นมาแทนศึกวันทรงชัยอยู่ดี เราไม่สามารถปล่อยให้ล้มหายไปได้ ไม่เช่นนั้นคนเหล่านี้เขาจะไปขึ้นชกที่ไหน เขาก็ลำบากเพราะมันคืออาชีพเขา นี่ก็เป็นอีกประการที่ทำให้เรากดดัน เพราะเราไม่อาจคำนึงถึงแค่ความพอใจของตัวเอง แต่เราต้องทำให้ทุกคนพอใจ แม้หนื่อยเราต้องยอมเพื่อคนส่วนรวม”

ด้วย “ความโหด” ของภาระรับผิดชอบที่หนักหนา หลายคนมองว่า ผู้หญิงไม่น่าจะเหมาะกับวงการนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงผู้อ่อนหวาน อ่อนไหว และเรียบร้อย อย่างเธอ แต่โอ๋กลับคิดว่า “ด้วยความเป็นผู้หญิง มันกลับเป็นโอกาส เพราะเรามีความอ่อน สามารถประนีประนอมพูดคุยได้ ส่วนโอ๋อายุยังน้อย ก็ถือว่าไม่มีอะไรเสียหายที่จะสอบถามความคิดเห็นและคำแนะนำจากผู้ใหญ่ในวงการ”

“พี่น้อย” เหมือนคิด แสนสุข ผู้ช่วยของโอ๋และครอบครัวเห็นดีกับการตัดสินใจของทรงชัยที่ให้โอกาส “ทรงชัยน้อย” คนนี้ได้เรียนรู้และเติบโตในวงการมวยต่อไป “คุณโอ๋เป็นคนอ่อนหวาน ประนีประนอม ถ้าเป็นผู้ชายบางทีก็อาจจะเกิดการแตกหักกันไปเลย ถ้าเทียบกับพี่สาวคนโตซึ่งค่อนข้างจะเด็ดขาด ผมว่าคุณโอ๋น่าจะเหมาะกว่า และเทียบกับการทำงานของพี่ชาย คุณโอ๋น่าจะเจองานหนักกว่า เพราะต้องปะทะโดยตรง และติดต่อสปอนเซอร์ ซึ่งคุณโอ๋จะมีบุคลิกคล่องกว่า”

การเป็น “สาวหวาน” ท่ามกลางวงการที่มีแต่ผู้ชายอกสามศอก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อสื่อมวลชน ทำให้เธอได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอย่างมาก คิวนัดสัมภาษณ์ที่ชนกันจนเธอต้องขอเลื่อนเวลากับทีมงาน POSITIOING และอีกหลายคิวที่ยังจ่อรอเธอ ซึ่งก็น่าจะสร้างกระแสความนิยมของ “ศึกวันทรงชัย” ให้พัดหวนกลับมาได้ อันหมายถึงรายได้จากสปอนเซอร์ของบริษัทที่น่าจะเพิ่มขึ้น แต่การกอบกู้ความยิ่งใหญ่ให้กลับมายั่งยืนได้หรือไม่ คงขึ้นอยู่กับสมอง สองมือ และหัวใจอึดของ “ทรงชัยน้อย” คนนี้ อยู่มากพอสมควร

Profile
Name : ปริยากร รัตนสุบรรณ
Born : 27 กุมภาพันธ์ 2523
Education :
2530-2535 ประถมศึกษาจาก โรงเรียนเซนต์ฟรังซ์ซีสซาเวียร์ คอนแวนต์
2536-2538 มัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนเซนต์ฟรังซ์ซีสซาเวียร์ คอนแวนต์
2539-2540 มัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
2541-2543 ปริญญาตรี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2544-2545 ปริญญาโท คณะการจัดการทั่วไป มหาวิทยาลัยมหิดล หลักสูตรนานาชาติ
Career Highlights :
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พนักงานบริหาร ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ และพัฒนาสถานบริการ
ปัจจุบัน โปรโมเตอร์จัดการแข่งขันชกมวย และรองประธานกรรมการ บริษัท วันทรงชัย จำกัด
Family :
บุตรสาวคนเล็กของทรงชัย และเสาวนีย์ รัตนสุบรรณ พี่สาวคนโต คือ ภัทรภร รัตนสุบรรณ พี่ชายคนกลาง คือ นายศิรภพ รัตนสุบรรณ

วันทรงชัย-เอสวัน ธุรกิจมวยไทยครบวงจร

หากเอ่ยชื่อ ทรงชัย รัตนสุบรรณ หรือ “บิ๊กซ้ง” ยอดโปรโมเตอร์มวย เจ้าของฉายา “มือทองสมองเพชร” สำหรับคนวงการกีฬามวยหรืออาจจะมีวงการอื่นด้วย คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะที่ผ่านมาเกือบ 40 ปีในชีวิตการเป็นโปรโมเตอร์ “บิ๊กซ้ง” ฝากผลงานทั้งในด้านมวยไทยและมวยสากลอาชีพไว้มากมาย

จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้วันเวลาจะผ่านไป ศึกวันทรงชัยก็ยังคงเป็นศึกมวยที่ได้รับความวางใจจากพี่้น้องชาวมวย เพราะจัดแต่ละครั้ง นักมวยชกกันอย่างสนุกดุเดือด พลิกไปพลิกมา ยังคงเป็นที่นิยมของนักดูมวยไม่เสื่อมคลาย

เท่านั้นยังไม่พอ ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา โปรโมเตอร์ทรงชัยยังเปิดไฟเขียวให้ทายาททั้ง 3 ได้เข้ามาเรียนรู้และบริหารงานด้านมวยไทย ที่เป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงครอบครัว เพื่อที่จะเป็นทายาทสานต่องานทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่ยังมีอยู่มากมาย

แต่เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบัน คนที่เข้ามาช่วยเหลืองานด้านมวยไทยมากที่สุด ดูแล้วน่าจะเป็นน้องนุชคนสุดท้องนั่นก็คือ “น้องโอ๋” ปริยากร รัตนสุบรรณ ส่วนพี่สาวคนโตและพี่ชายคนกลางนั้นไปประกอบธุรกิจด้านอื่น

ทำให้เวลานี้ “น้องโอ๋” ปริยากร เข้ามาดูแลบริหารงานศึกวันทรงชัยอย่างเต็มตัวในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการจัดมวยสากล, ด้านมวยไทยสัญจร, มวยไทยในต่างประเทศ อีกทั้งเรื่องของการทำธุรกิจด้านอุปกรณ์กีฬามวย ที่ถือว่าเป็นธุรกิจใหม่

สำหรับประวัติของ “น้องโอ๋” นั้น เกิดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2523 มีพี่น้อง 3 คน เป็นคนสุดท้องของคุณพ่อทรงชัย รัตนสุบรรณ และคุณแม่ เสาวนีย์ รัตนสุบรรณ จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปริญญาตรี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ปริญญาโท คณะการจัดการทั่วไป ม.มหิดล หลักสูตรนานาชาติ

น้องโอ๋ กล่าวว่า ก่อนหน้านั้น หลังจากจบที่ ม.ธรรมศาสตร์ แล้ว ได้เข้าทำงานที่ ปตท.แผนกพัฒนาสถานีบริการอยู่ 2 ปี โดยในตอนนั้นก็เรียนปริญญาโทที่ ม.มหิดล ควบคู่กันไป รวมทั้งยังช่วยงานเรื่องมวยในครอบครัวด้วย

“เรื่้องของมวย ถือว่าซึมซับมาแต่เด็กๆ แล้ว เพราะคลุกคลีกับคุณพ่อมาตลอด เรียกว่า รู้จักมวยมาตั้งแต่เล็กประมาณนั้น กระทั่งตอนเรียนปริญญาตรีปี 2 ก็เริ่มเข้ามาช่วยงานด้านบัญชี ก่อนที่สนามมวยนานาชาติ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งนับว่าเป็นงานมวยงานแรกที่ทำอย่างจริงจัง”

ด้วยความที่ น้องโอ๋ เป็นคนใฝ่หาความรู้ ตลอดเวลาที่เข้ามาช่วยงานของครอบครัว เธอได้มีโอกาสพูดคุยกับบุคคลในวงการมวยที่ประกอบอาชีพในหลายๆ ด้าน ทั้งนักมวย, หัวหน้าคณะ หรือคนที่อยู่ในเวที จุดนี้ทำให้ทายาทโปรโมเตอร์มหาชนเรียนรู้วงการมวยได้รวดเร็ว

“ตอนเข้ามาช่วยงานคุณพ่อก็ไม่ได้สอนอะไรมากนัก เพราะเป็นสไตล์ของเขา ที่จะให้เราได้เรียนรู้ด้วยตนเอง เพียงแค่ว่าคุณพ่อนั้นได้สอบถามเราตลอด เช่น งานแบบนี้เหนื่อยนะ จะเอาจริงหรือ ซึ่งพ่ออาจมองว่า เราเป็นลูกผู้หญิง จึงพูดด้วยความเป็นห่วง แต่ในใจนั้นเราสู้แน่นอน”

หลังจากที่อยู่เบื้องหลัง ทำงานด้านบัญชี จนมีประสบการณ์พอสมควร ในปี 2547 น้องโอ๋ก็ผันตนเองมาเป็นโปรโมเตอร์ ด้วยการจัดมวยสากลศึกเอ็ม 150 วันทรงชัยพิชิตโลก นัดแรกคือ พงษ์สิทธิ์ เวียงวิเศษ ขึ้นชิงแชมป์มวยพาบากับนักชกต่างชาติ และครั้งนั้น นักชกไทยก็ประสบความสำเร็จคว้าชัยชนะลงมา

“ถือว่าเป็นการเริ่มต้นจัดมวยนัดแรกที่ออกตัวได้สวยมาก ตอนอายุ 24 ปี และหลังจากนั้นจึงเป็นที่มาของฉายา “ทรงชัยน้อย” ตามที่สื่อมวลชนขนานนามให้ และจัดมวยเรื่อยมาตลอด กระทั่งปัจจุบัน 11 ปีแล้ว สร้างนักมวยขึ้นเป็นแชมป์อย่างมากมายทั้งระดับเอเชียหรือระดับโลก อย่างมวยหญิง วินยู ภราดรยิม, ธีระพร พรรณนิมิตร ก็ก้าวเป็นแชมป์โลก และยังมี ผึ้งหลวง ส.สิงห์อยู่ ที่โด่งดังสุดๆ เพราะไปคว้าแชมป์โลกรุ่นแบนตัมเวท องค์กรมวยโลก ถึงถิ่นประเทศฟิลิปปินส์ มาแล้ว”

เวลานี้โปรโมเตอร์ปริยากรนั้น มีตำแหน่งเป็นรองกรรมการผู้จัดการบริษัท วันทรงชัย จำกัด และบริษัท เอสเอสอาร์ โปรดักชั่น ของบิดา (ทรงชัย รัตนสุบรรณ) รับผิดชอบงานในบริษัทวันทรงชัย โดยที่คุณพ่อ เป็นคนมอบหมายให้แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น งานด้านจัดมวยสากลโลก, งานด้านมวยไทยสัญจร, งานด้านมวยออกไปชกต่างประเทศ โดยคุณพ่อจะดูแลด้านมวยไทยศึกวันทรงชัย ที่จัดอยู่เป็นประจำที่เวทีราชดำเนินเพียงอย่างเดียว

“เวลานี้ในบริษัท โอ๋แทบจะดูแลหมดทุกอย่างเลยนะ ทั้งงานในประเทศและต่างประเทศ ส่วนพี่สาวคนโตกับพี่ชายนั้น ไปประกอบธุรกิจด้านอื่นแล้ว แต่ไม่มีปัญหาอะไร แม้จะทำคนเดียว เพราะคุณพ่อคุณแม่ก็ยังคอยให้คำปรึกษา คอยเป็นพี่เลี้ยงให้ อยู่เคียงข้างตลอด”

และนอกจากงานจัดมวยที่ทำเป็นประจำแล้ว น้องโอ๋ยังหันมาทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์มวย โดยเริ่มทำมาได้ 1 ปี มีโรงงานตั้งอยู่ที่ กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ซึ่งมีทั้งงานเครื่องเหล็ก เช่น เวทีมวย หรืองานเครื่องหนัง เช่น นวม กระสอบ เป้ามือ เป้าเตะ สนับแข้ง เฮดการ์ด หรืองานผ้า เช่น กางเกง เสื้อคลุมนักมวย เสื้อพี่เลี้ยง

“เวลานี้ธุรกิจอุปกรณ์มวยนั้น ได้รับความสนใจทั้งในและต่างประเทศ เพราะค่ายมวยหรือยิมออกกำลังกายต่างๆ นั้นมีอยู่ทั่วโลก เป็นพันๆ ค่าย สามารถสร้างเป็นอีกหนึ่งอาชีพได้อย่างสบาย หากว่าเราเจาะตลาดถูกทาง โดยเราถือว่าเป็นน้องใหม่ เพราะมีคนทำมาก่อน และทำมานานแล้วหลายสิบปี ถึงตอนนี้ก็ยังมีอยู่นับเป็น 10 ราย

ด้วยความที่เป็นน้องใหม่ จึงต้องสร้างจุดขายให้ดูเด่นขึ้น เพื่อจูงใจให้คนใหม่ๆ หรือคนที่เคยใช้ยี่ห้ออื่นมีความสนใจงานของเราคือ เรื่องคุณภาพต้องมาอันดับ 1 คือใช้ได้นาน มีความทนทาน อุปกรณ์ที่ใช้ต้องมีคุณภาพ ลวดลายสาวงามพอประมาณ หรือเรื่องกลิ่นต้องไม่มีกลิ่น อีกทั้งเรื่องของราคาต้องลดลงมา ค่ายมวยเล็กๆ สามารถซื้อหาได้ เพื่อให้เราเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนวงการมวย”

ส่วนชื่อยี่ห้อนั้น น้องโอ๋เผยให้ทราบว่า ตั้งง่ายๆ เลยคือ เอสวัน วันทรงชัย โดยนำมาจากแชมเปี้ยนมวยไทยคือแชมป์เอสวัน ซึ่ง “เอส” ก็มาจาก ทรงชัย อยู่แล้ว เป็นชื่อของคุณพ่อที่คนทั่วไปรู้จักกันเป็นอย่างดี แล้วเติม “วัน” เข้าไป หมายถึง ความเป็นที่ 1 จากนั้นต่อท้ายด้วยชื่อศึกคือ วันทรงชัย ดังนั้น เรื่องอุปกรณ์ จึงต้องเป็นที่หนึ่ง และเป็นทางเลือกใหม่ คนที่นำไปใช้ต้องบอกต่อว่า ของนั้นใช้ดีจริงและคุ้มค่า มีมาตรฐานสูงมาก

โปรโมเตอร์หญิงยอดเยี่ยม กล่าวต่อว่า เรื่องธุรกิจใหม่นั้น มีความคิดที่จะทำมา 5 ปีแล้ว แต่มีโอกาสได้ทำจริงเมื่อปี 2557 ถือว่าเป็นธุรกิจที่ท้าทายมาก โดยเนื้องานนั้น คำนึงถึงคุณภาพมาอันดับ 1 รวมทั้งมีการปรับปรุงให้มีคุณภาพดีขึ้นตลอด เพื่้อให้มีความทันสมัย ส่วนเรื่องการตอบรับถือว่าดีมาก มีทั้งในเมืองไทย ที่ส่วนมากเป็นนักมวยที่ชกในสายวันทรงชัยอยู่แล้ว ส่วนต่างประเทศ เช่น จีน, สหรัฐอเมริกา ก็สั่งสินค้าภายใต้ชื่อ วันทรงชัย-เอสวัน และนับวันการสั่งสินค้าก็จะเพิ่มขึ้น โดยน้องโอ๋บอกมาว่า สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ที่หมายเลข 0-2618-5314-5

“เรื่องของลูกค้านั้น ส่วนมากเป็นค่ายมวยที่ชกอยู่ในสายของวันทรงชัยอยู่แล้ว เราไม่ได้บังคับนะ ใครจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ แต่เท่าที่ดูแล้วจะใช้ทั้งสิ้น เพราะส่วนมากบอกว่า ใช้แล้วคุ้มค่า และตอนนี้ตลาดต่างประเทศ ถือว่ามีความสำคัญมาก เนื่องจากมวยไทยได้รับความสนใจไปทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเมืองจีน ทางเราก็มีการติดต่อกันอยู่ตลอด ถือว่าเป็นเป้าหมายใหญ่ที่สุด ด้วยเหตุที่มีประชากรเยอะ ทำให้มีกำลังซื้อมาก”

ในส่วนการจัดมวยทุกวันนี้ น้องโอ๋ กล่าวว่า เรื่องของมวยไทยศึกวันทรงชัยที่จัดที่เวทีราชดำเนินยังไปได้สวย เพราะมีแฟนคลับติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยคุณพ่อนั้นยึดมั่นในความยุติธรรม ไม่เอาเปรียบคนดู อีกทั้งนักมวยในสังกัดยังมีอีกเยอะ คุณพ่อจัดมวยมาเกือบ 40 ปี สร้างแชมป์มวยไทย และแชมป์โลกมาอย่างมากมาย กระทั่งทุกวันนี้ยังไม่หมดไฟ ยังสนุกกับการจัดมวยเหมือนเดิม และมีความสุขกับการเห็นนักมวยในสังกัดเติบโตมีชื่อเสียง และทุกวันช่วงกลางคืน ยังนั่งชมเทปมวยเก่าๆ อยู่ตลอด เหมือนเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว

“มวยสากลปีนี้คึกคักนะ โดยวันทรงชัยนั้นมีประจำอยู่แล้วเดือนละ 1 นัด และแน่นอนว่าทาง ผึ้งหลวง ส.สิงห์อยู่ จะได้สิทธิ์ขึ้นชิงแชมป์โลกที่ว่างรุ่นแบนตัมเวท องค์กรมวยโลกที่เมืองไทย เดือนสิงหาคมนี้ ส่วนมวยไทยสัญจรก็เดือนละนัด และในเร็วๆ นี้จะมีข่าวดี มวยไทย ศึกวันทรงชัย ทางทีวี จะกลับมาถ่ายทอดสดเป็นประจำ ช่วงวันเสาร์อีกครั้งหนึ่ง คาดว่าจะเริ่มต้นในเร็วๆ นี้”

ส่วนคำถามที่ว่าโอกาสที่จะเข้ามาเป็นโปรโมเตอร์มวยเวทีมาตรฐานนั้น เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ทายาทโปรโมเตอร์มหาชนที่ได้รับรางวัลโปรโมเตอร์เกียรติยศขององค์กรมวยโลก 5 ปี กล่าวว่า ที่ผ่านมามีคนติดต่อมาเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้คุยกันในเรื่องรายละเอียด ซึ่งต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย และเป็นเรื่องของอนาคต จะก้าวไปยังจุดนั้นหรือไม่ บอกได้แค่ว่าตอนนี้มีความสุขกับงานที่ทำอยู่แล้ว

น้องโอ๋ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้วันทรงชัยได้ให้การรับรองหลักสูตรมวยไทย เพื่อส่งเสริมค่ายมวยน้องใหม่หรือยิมต่างๆ ด้วยการจัดหาครูมวยที่มีความสามารถไปสอนมวยตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ อาทิ อังกฤษ, อิตาลี เป็นเวลา 2 ปี นอกจากนี้จะเห็นได้ชัดว่าตลาดมวยโลกได้เปลี่ยนไปทั้งมวยไทยและมวยสากล ตอนนี้ที่เมืองจีนคึกคักมาก มีการตอบรับที่ดี เห็นได้จากมวยโลกนัดใหญ่ๆ เช่น แมนนี ปาเกียว ก็ไปชกที่มาเก๊า, บัวขาว บัญชาเมฆ ก็ไปชกที่จีนหลายครั้ง นับว่าเป็นประโยชน์กับเมืองไทย เพราะไทยกับจีนไม่ไกลกัน ไปมาหาสู่กันง่ายมาก

“ศึกวันทรงชัยในตอนนี้ก็มุ่งตลาดจีนเป็นหลัก และในงานเทิดพระเกียรติ 3 งานใหญ่ ที่ท้องสนามหลวง วันที่ 28 กรกฎาคม, 12 สิงหาคม และ 5 ธันวาคม ทางวันทรงชัย จะมีมวยจีนยกทีมมาชกกับนักมวยไทย เป็นการจัดที่ยิ่งใหญ่มาก ขอให้แฟนมวยโปรดติดตาม”

เปลือยใจ ‘มาดามโอ๋-ปริยากร รัตนสุบรรณ’ 14 ปี หลังสังเวียนกำปั้น ‘เริ่มไม่สนุกกับการเป็นโปรโมเตอร์แล้ว!’...

วันพุธ 25 กรกฎาคมนี้แล้วที่จะมีการระเบิดศึกกำปั้นสนั่นตลาดยิ่งเจริญถึง 6 คู่

เป็นครั้งแรกที่ตลาดยิ่งเจริญจับมือกับศึกวันทรงชัยจัดการแข่งขันชกมวยขึ้นที่หน้าลานโปรโมชั่น บริเวณลานจอดที่ 3 นำมวยคู่เอกๆ ในระดับอินเตอร์มาสำแดงความดุเดือดสัญจรให้ชุมชนสะพานใหม่ได้ชมกันสดๆ พร้อมโชว์ลีลาอันสวยงามของการไหว้ครู และการต่อสู้แบบ 5 ยกครบเครื่อง

ปริยากร รัตนสุบรรณ โปรโมเตอร์หญิง โต้โผการจัดงานครั้งนี้ บอกว่า เพื่อเป็นการเผยแพร่และอนุรักษ์ศิลปะแม่ไม้มวยไทย ขณะเดียวกันก็เป็นการต่อยอดกิจกรรมของตลาดยิ่งเจริญที่มีนโยบายกระชับสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้าและชุมชน ส่งเสริมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาวะและเยาวชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายในการจัดงานครั้งนี้เพื่อสาธารณะกุศล

“วันทรงชัยคือผู้จัดการแข่งขันมวย เป็นแบรนด์เก่าแก่ เราให้ความสำคัญไม่เฉพาะกับผลแพ้-ชนะ แต่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม คือ การไหว้ครู การใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทย นี่คือเสน่ห์ของมวยไทย การต่อสู้ประจำชาติไทย การที่ทางตลาดให้ความสำคัญกับเรื่องกีฬาถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะตลาดคู่กับชุมชุน และกีฬาก็คู่กับชุมชม เช่นกัน “

เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ “ศึกวันทรงชัย” ที่ให้ความสำคัญกับกีฬามวยไทยในฐานะ “มวยไทย มรดกไทย มรดกโลก”

ตัวมาดามโอ๋เองก็เคยย้ำมาตลอดว่า “มวยคือชีวิต”

แต่…นาทีนี้ โปรโมเตอร์หญิงหนึ่งเดียวของไทยคนนี้กลับสารภาพว่า “เริ่มไม่สนุกกับการเป็นโปรโมเตอร์แล้ว”!

ทำไม? อย่างไร? เรื่องนี้มีคำตอบ…

ปริยากร หรือที่ใครๆ เรียกว่า “มาดามโอ๋” เป็นลูกสาวคนเล็กของ คุณพ่อ-ทรงชัย และคุณแม่-เสาวนีย์ รัตนสุบรรณ มีพี่สาว 1 คน-ภัทรภร รัตนสุบรรณ พี่ชาย 1 คน-ศิรภพ รัตนสุบรรณ

เกิดวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2523 สมรสกับธนกร จิรภาสุขสกุล มีบุตร 2 คน ด.ช.พล และ ด.ญ.แพร จิรภาสุขสกุล

เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์ฟรังซ์ซีสซาเวียร์ คอนแวนต์ ตั้งแต่ประถมศึกษากระทั่งจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ก่อนจะเข้าเป็นนักศึกษาในรั้วแม่โดม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำเร็จเป็นมหาบัณฑิตที่มหาวิทยาลัยมหิดล หลักสูตรนานาชาติ คณะการจัดการทั่วไป

ทำงานที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นพนักงานบริหารศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ และพัฒนาสถานบริการ อยู่ราว 1 ปี ก่อนจะลาออก ก้าวเข้าสู่เส้นทางโปรโมเตอร์ตั้งแต่อายุเพียง 24 ปี ตามความตั้งใจที่จะแบ่งเบาภาระของบิดา โดยเริ่มจัดการแข่งขันชกมวยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2547

ปัจจุบันนอกจากเป็นโปรโมเตอร์หญิงหนึ่งเดียวของไทย เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท วันทรงชัย จำกัด ยังเป็นนายกสมาคมกีฬาไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยองค์กรมวยโลก หรือ WBO ยกย่องให้เป็นโปรโมเตอร์ยอดเยี่ยม 7 ปีซ้อน

ฉายา “ทรงชัยน้อย” น่าจะเป็นการการันตีของการทำงานของเธอที่แกร่งกล้าสามารถไม่แพ้ผู้ชายอกสามศอก และเป็นลูกไม้ใต้ต้นที่ป๊า “เฮียซ้ง” ภาคภูมิใจ

โปรโมเตอร์ต้องทำหน้าที่อะไร?
หานักมวยประกบคู่การแข่งขัน ความยากและหัวใจคือประกบอย่างไรให้คู่คี่สูสีและยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย ออกมาแล้วสนุก คนดูประทับใจ โดยศึกวันทรงชัย ยึดมั่นในเรื่องความยุติธรรม ทั้งกับนักมวย หัวหน้า คนดู และผู้สนับสนุนรายการ ให้ความยุติธรรมในการประกบคู่มวยและให้เกมเป็นตัวตัดสิน

ถ้าแง่ของโปรโมเตอร์ก็จบลงตรงนี้ แต่ถ้าแง่ของการตลาดก็ต้องประชาสัมพันธ์และขายสปอนเซอร์

ทำทุกอย่าง รวมทั้งขายสปอนเซอร์ด้วย หายากขึ้นมั้ย?
ใช่ (หัวเราะ) หายากขึ้นค่ะ แต่เชื่อว่าเป็นกับทุกวงการ ซึ่งแปรตามสภาพเศรษฐกิจ สำหรับการแข่งขันกันเองในกีฬา ก็ถือว่ามีกีฬามากมาย ให้สปอนเซอร์ได้พิจารณาสนับสนุน มองว่ามวยไทยยังไปต่อไปอีกมาก เพราะแต่ละกีฬาก็มีผู้สนับสนุนและกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันไป

กีฬามวยไทยได้รับการส่งเสริมสักแค่ไหน สปอนเซอร์มีสินค้าของคนรุ่นใหม่บ้างมั้ย?
กีฬามวยไทย มีกลุ่มเป้าหมายที่กว้าง ขณะนี้มีมวยไทยที่ชกกันตามกติการมวยไทย และมวยไทยที่มีความบันเทิงเข้ามาประกอบ จึงถือว่าสปอนเซอร์ที่จะเข้ามาสนับสนุนก็ยิ่งกว้างขึ้น

แล้วคนเชียร์มวยเปลี่ยนไปมั้ย?
ถ้าเป็นรายการมวย ห้ายก ยังคงเป็นกลุ่มเดิม ถ้าเป็นมวยสามยก เป็นอีกกลุ่มที่มีอายุน้อยลง ปัจจุบันสถานีโทรทัศน์ถ่ายทอดสดมวยจำนวนมาก ส่งผลให้คนดูที่เวทีมวยน้อยลง ผู้บริหารเองต้องปรับกลยุทธ์การตลาดที่จะรู้เท่าทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างไร?
วันทรงชัย วางแผนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

ศึกวันทรงชัย ในฐานะที่คุณพ่อเป็นผู้บุกเบิกนำมวยไทยไปเผยแพร่ที่ต่างประเทศ และยุคทองของวงการมวยคือปี 2532

มวยไทยคือกีฬาและวัฒนธรรม การไหว้ครูที่สะท้อนถึงการให้ความเคารพและกตัญญูต่อบิดามารดา ครูอาจารย์ นี่คือความภาคภูมิใจ ซึ่งอนาคตวันทรงชัย จะทำหน้าที่สอนมวยไทยให้กับเยาวชน มีรูปแบบเป็นการปูความรู้ความเข้าใจตั้งแต่เด็กๆ เรามีจุดมุ่งหมายว่า “เป็นคนไทย ต้องเป็นมวย” หมายถึงรู้ว่ามวยไทยคืออะไร และเบื้องต้นสามารถใช้อาวุธมวยไทยเป็น เพื่อเป็นการออกกำลังกายและการป้องกันตัวเองด้วย

ในส่วนของเอสวัน อีกแบรนด์ของบริษัท ที่ต่างประเทศรู้จักกันดี เพราะเป็นการจัดการแข่งขันนานาชาติ และมียิมส์มวยไทยอยู่ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน แบรนด์เอสวันเป็นอีกสื่อที่จะทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจมวยไทยมากยิ่งขึ้น

เป็นโปรโมเตอร์ยอดเยี่ยม 7 ปีซ้อน กว่ามาถึงตรงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
มันเป็นความภาคภูมิใจ ที่ได้เป็นคนมวย อยู่กับวงการมวยมาตั้งแต่เล็กๆ และได้รับโอกาสที่ดีมากมาย
เราเองทำงานด้วยความสนุก จึงมีสิ่งต่างๆ ที่อยากจะทำอีกมากมาย

สำหรับมวยไทย เราทำรายการเราให้มีความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย มวยสากลเราก็สร้างแชมป์โลกมาแล้วรวม 13 คน มันเลยสิ่งที่เราคาดหวังมาแล้ว เราก็แฮปปี้ กับการทำงานให้ดีที่สุดในแต่ละวัน

แต่สิ่งที่เป็นกังวลอยู่คือ นักมวยปัจจุบันยังขาดผู้ให้คำแนะนำในเรื่องการใช้ชีวิต การจัดการเรื่องเงิน บางคนยังไม่รู้ว่าบั้นปลายชีวิตของตนเองว่าจะต้องดูแลตนเองอย่างไร เรามองว่านี่แหละคือสิ่งที่คุณควรจะรู้ เพราะถ้าคุณไม่รู้มันก็สะท้อนภาพให้เห็นความน่าสงสารของวงการมวย เราไม่อยากให้คนมาดูถูกวงการมวย เพราะจริงๆ แล้วคนๆ หนึ่งกว่าจะเป็นนักมวยได้มันต้องผ่านอะไรมาเยอะ เพราะฉะนั้นเขาควรจะได้รับการชื่นชม การยอมรับ แต่การที่จะได้รับการยอมรับ เขาเองก็ต้องรู้ว่าต้องพัฒนาตัวเองหรือปฏิบัติตัวอย่างไร แต่ปัจจุบันเขาก็ยังไม่รู้ เพราะไม่มีใครให้คำแนะนำสั่งสอนนักกีฬาเหล่านั้น

เราต้องสอนด้วย?
ในฐานะโปรโมเตอร์มวยก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่จะให้คำแนะนำ เราก็สอนได้เท่าที่สอน จะบอกกับนักมวยทุกครั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นการพูดคุยและเล่าประสบการณ์ให้ฟัง และเป็นความหวังดีที่ต้องการเห็นบั้นปลายชีวิตที่ดี

เป็นเหมือนสถาบัน?
ค่ะ เราอยากทำเป็นสถาบัน เราเชื่อว่าจะเป็นหน่อยที่สามารถบ่มเพาะเกี่ยวกับเรื่องราวกีฬามวย อาชีพมวย เราอยากแชร์ประสบการณ์เพราะเราอยากเห็นวงการมวยประสบความสำเร็จมากกว่านี้ แล้วก็ไม่อยากได้รับการดูถูกจากคนนอกวงการ ในการ แต่เรายังใช้ชื่อบริษัทวันทรงชัย จำกัด เป็นคนดำเนินโครงการดีๆ นี้

พามวยไทยไปชกต่างประเทศบ่อยมั้ย?
เริ่มแรกเลยป๊าพาไปตอนปี 2530 ตอนนั้นเป็นยุคทอง แล้วก็ถ่ายทอดจากฝรั่งเศสกลับมา ณ วันนั้นเป็นการนำยอดมวยไทยมวยเอก นำพล หนองกี่พาหุยุทธ ไปชกชก แต่ผลปรากฎว่า แพ้น็อกฝรั่ง อันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ป๊าบอกว่านี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการเผยแพร่มวยไทย ให้ฝรั่งได้รู้จัก และต้องยอมรับว่ายอดมวยฮอล์แลนด์คนนี้เก่งจริง และเป็นตำนานในเวลาต่อนาน แต่พอเดินทางกลับประเทศไทย โดนด่าเละ และพาดหน้าหนึ่งว่า ขายชาติ เพราะคนไทยรับไม่ได้ ที่มวยไทยแต่คนไทยแพ้ เรามองว่าเป็นของเรา แต่ความจริงนี่คือการส่งเสริมให้มวยไทยเป็นกีฬาของทุกคนในเวลาต่อมา

ทุกคนสามารถจะฝึกซ้อมมวยไทยได้ คำพูดของป๊าที่ว่า “มวยไทย มรดกไทย มรดกโลก” ปัจจุบันเป็นความจริงแล้ว

ปัจจุบันยังพาไป?
รายการในต่างประเทศยังมีอยู่เกือบทุกเดือนค่ะ พาไปบ้างบางรายการค่ะ ชื่นชอบอิตาลี ฝรั่งเศส เพราะเป็นการต่อยกติกามวยไทยครบเครื่อง เขามองว่ามวยไทยมีความสวยงาม พาไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เขายังให้ความสำคัญกับการไหว้ครู กับการชกเหมือนคนไทย ด้วยอาวุธมวยไทย ไม่ได้แค่ถ่ายทอดศิลปะการต่อสู้ แต่เราถ่ายทอดวัฒนธรรม.

ที่ฝรั่งเศสมีค่ายมวย?
มีค่ะ เยอะแยะมากมาย ส่วนใหญ่จะมาเรียนที่เมืองไทย มาชกที่เมืองไทยและกลับไปเปิดค่ายที่ประเทศ ในต่างประเทศเด็กๆ มีโอกาสเรียนได้ตั้งแต่เล็กๆ เช่นกัน เพราะเป็นการออกกำลังกายและป้องกันตัว

ทำไมเราถึงไม่เห็นมวยไทยเข้าไปอยู่ในรายการชกระดับชาติ มีแต่มวยสากล?
มวยไทยยังมีความขัดแย้งในระดับองค์กรของเมืองไทย เราต้องแก้ตรงนี้ ต้องเข้าใจว่าเมืองไทยไม่ใช่สินค้า ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ควรจะเผยแพร่ไปในทิศทางเดียวกัน

เป็นคนริเริ่มให้นักมวยหญิงมีเวที?
ผู้หญิงมีความสามารถหลายคนค่ะ เช่นเดียวกับนักมวยหญิง “หัวใจอยู่ที่ใจสู้ ความอดทน ความมีระเบียบวินัยในการซ้อม” แล้วคุณก็จะประสบความสำเร็จ นักมวยหญิงได้รับโอกาสมากมาย และเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้หญิง และส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงขึ้นมา

มีนักมวยหญิงโดดเด่นมั้ย?
ก็แล้วแต่ช่วงเหมือนทุกชนิดกีฬา การสร้างนักกีฬาคือสิ่งที่ยาก แต่มวยหญิงก็ยังได้รับความสนใจ เพราะมวยหญิงได้พิสูจน์ว่าชกได้ดีไม่แพ้มวยชาย แต่นักมวยหญิงจะมีวงจรการเป็นนักกีฬาสั้นกว่ามวยชาย ดังนั้นต้องวางแผนชีวิตการเป็นนักมวย ควรเข้าสู่วงการอายุเท่าไหร่ และดูแลความฟิตซ้อมของตัวเองอย่างไร แต่ก็สามารถสร้างให้โดเด่นได้อย่างแน่นอนค่ะ

มวยเป็นอาชีพที่อันตราย?
ต้องรู้จักดูแลป้องกันตัวเอง ต่อยอย่างไรต่อยให้ฉลาด เพราะฉะนั้นเขาถึงบอกว่ามวยไทยคือมวยจังหวะฝีมือ ไม่ใช่ขึ้นมาซัดกันอย่างเดียว คุณต้องรู้จักหลบรู้จักหลีก นี่คือเสน่ห์ของมัน

ปัจจุบันนิยมออกกำลังกายด้วยมวย จับด้านฟิตเนสด้วย?
มวยเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นกีฬาที่สื่อถึงศิลปแม่ไม้มวยไทย ความเป็นไทย พัฒนาจิตใจให้มีความเข้มแข็ง และเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ดี ที่มีทั้งความสนุกสนาน และสุขภาพแข็งแรง จากการวิจัยพบว่าการชกมวยสามารถลดน้ำหนัก เผาผลาญแคลรอลี่ได้ดีเยี่ยมอีกด้วย

ทางวันทรงชัยเองเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์มวยครบวงจร แต่เรามิได้เปิดยิมส์ด้วยตัวเอง ปัจจุบันเราให้คำแนะนำกับผู้ที่สนใจเปิดยิมส์มวยไทย ซึ่งทางเราจะไปช่วยจัดการให้ได้ โดย ให้คำแนะนำและดูแลเรื่องของการสอน การจัดส่งครูมวยที่มีความเป็นมืออาชีพ และยังมีการประเมินพื้นที่และอุปกรณ์มวยให้กับผู้ที่สนใจจะเปิดยิมส์เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุน

สนับสนุนให้ลูกๆ ชกมวย?
ใช่คะ ให้ลูกๆ เรียนมวยไทยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้เข้าใจว่ามวยไทยคืออะไร ถือเป็นการออกกำลังที่สร้างความสนุกสนานได้อย่างดี และสอนให้ลูกๆ เรียนรู้งาน รับผิดชอบต่อตนเอง ไม่ปิดกั้นความคิดของเขาเพื่อให้เขาหาตัวเองได้เจอว่าชอบอะไร เดือนสิงหาคมนี้ ทางวันทรงชัย เริ่มดำเนินการสอนในโรงเรียน โดยเริ่มจากโรงเรียนสองภาษาก่อน และในเดือนตุลาคมนี้จะเปิดมวยไทยซัมเมอร์แคมป์ที่สวนสยาม ปีนี้คือจะเริ่มโปรเจ็กต์นี้อย่างจริงจังหลังจากที่คุยกันมานาน ซึ่งถือเป็นการรองรับนักมวยที่เลิกมวยแล้ว ทั้งมวยชายและมวยหญิงด้วย

ตั้งใจจะเป็นโปรโมเตอร์ถึงเมื่อไหร่?
(ยิ้มกว้าง) ก็หลายๆ คนก็บอก เราก็มีทางเลือกมากมาย แต่อยู่ที่นี่ 14 ปีแล้ว ไม่ค่อยสนุกแล้ว แต่ก็เหมือนในแง่ของการแข่งขัน เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลง มีปัญหาเยอะ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมชาติ โอ๋อยากจะไปทำวันทรงชัยในแง่ของการสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย การพัฒนาบุคคลากร การให้ความรู้ เพื่อให้คนไทย เข้าใจมวยไทยอย่างถูกต้อง แต่อีกนานมั้ย ยังไม่ได้กำหนดว่าจะรีไทร์ตอนไหน

เคยขึ้นชกบนเวที?
ไม่เคยค่ะ อย่างที่บอกกว่าจะเป็นนักมวยไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องฝึกฝน เตรียมพร้อมอย่างดี ส่วนตัวขอเป็นโปรโมเตอร์มวยดีกว่าค่ะ

14 ปีที่ผ่านมา เวลามีปัญหาคุณพ่อเป็นที่ปรึกษาบ้างมั้ย?
ป๊าไม่ค่อยคุยโดยตรง แต่ให้เผชิญเอง แก้ปัญหาเอง เขาบอกชีวิตต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่เขาก็เป็นแบบอย่างให้เห็น ถ้าไม่มีเขาไม่มีใครที่จะเป็นแบบนี้แล้ว เพราะเขาทุ่มเท มีอุดมการณ์ที่แข็งแรง ยุติธรรม แล้วบารมีเขาน่าเชื่อถือ เขาเป็นแบบอย่างที่เราต้องยึดถือ.

สาวน้อยบนสังเวียน เชิงมวย สวย เผ็ด ดุ

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้เกิดกระแสใหม่ขึ้นในวงการหมัดมวย ด้วยบรรดาสาวน้อยหน้าใสต่างหันมาใส่นวม สวมมงคล ขึ้นวาดลวดลายแม่ไม้มวยไทยบนสังเวียนน้อยใหญ่

ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดกันอย่างครึกโครม ทั้งที่รูปร่างหน้าตาของสาวๆเหล่านี้ล้วนอรชรอ้อนแอ้น ประเภทสวยเข้าขั้นขึ้นเวทีประกวดได้ก็มีไม่น้อย เหตุใดพวกเธอจึงสนใจก้าวสู่สังเวียนมวย แทนที่จะสังกัดโมเดลลิงหรือเวทีแคตวอล์ก

*มวยหญิง กระแสใหม่มาแรง

กีฬาที่ดุดัน หนักหน่วง และต้องใช้ชั้นเชิงไหวพริบปฏิภาณทุกย่างก้าวอย่าง’มวยไทย’ นั้นในปัจจุบันดูจะไม่ใช่กีฬาสำหรับผู้ชายเท่านั้น เพราะบรรดาสาวๆต่างหันมาสนใจฝึกหัดมวยไทยจนมีฝีไม้ฝีมือเข้าขั้นสามารถขึ้นชกบนเวทีมวยระดับประเทศได้อย่างไม่อายใคร และกลายเป็นสีสันบนสังเวียนที่ขาดไม่ได้ในศึกดวลกำปั้นแต่ละครั้ง

ว่ากันว่ากระแสมวยหญิงเพิ่งจะมาเริ่มตื่นตัวกันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2548 เริ่มมีการจัดการแข่งขันบ้างประปรายทั้งในเวทีกรุงเทพฯและต่างจังหวัด และความนิยมเริ่มเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้ว นอกจากสาวไทยแล้วยังมีสาวๆต่างชาติทั้ง ฝรั่ง ญี่ปุ่น ข้ามน้ำข้ามทะเลมาฝึกมวยไทยกันอย่างจริงจังจนถึงขั้นขึ้นชกในระดับมืออาชีพ และในปีนี้มวยหญิงได้กลายเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยในการแข่งขันชกมวยแต่ละครั้งมักมีการจัดมวยหญิงขึ้นชกประกบกับมวยชายด้วย

“ถามว่ามวยหญิงมีมานานหรือยัง ก็มีมานานแล้วนะ แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีเวทีให้ขึ้นชก ในปี 2547 ทางวันทรงชัยก็ทดลองจัดการแข่งขันขึ้นในวันแม่ คือวันที่ 12 ส.ค. แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่มีสปอนเซอร์ที่มาสนับสนุนเลย ทำให้จากเดิมที่เราตั้งใจว่าในช่วงการถ่ายทอดสดจะมีมวยหญิงขึ้นชก 4-5 คู่ ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นเปิดหัวด้วยมวยชายก่อน 2 คู่ แล้วค่อยต่อด้วยมวยหญิง ซึ่งจากเวทีนั้นคนก็เริ่มรับได้บ้าง จากที่เขามองว่านักมวยหญิงคงชกกันเหยาะแหยะ ไม่ได้เรื่อง ความคิดก็เปลี่ยนไป เรามาจัดมวยหญิงอีกครั้งในวันแม่ปี 2548 ก็มีการทำสปอตโฆษณาออกทางวิทยุและโทรทัศน์ แล้วก็แจ้งไปยังค่ายมวยต่างๆว่าถ้ามีมวยหญิงและสนใจจะส่งขึ้นชกให้เป็น เกียรติประวัติแก่ทางค่ายก็ให้ติดต่อมา ก็ได้รับเสียงตอบรับเกินคาด มีคนต้องการส่งขึ้นชกหลายร้อยคน แต่เราจัดชกได้แค่ 50 คู่ ก็จัดกันจนเหนื่อยถึงเช้าเลย(หัวเราะร่วน) หลังจากนั้น กระแสมวยหญิงก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ มีคนยอมรับในฝีมือมากขึ้น

ที่น่าดีใจคือเดี๋ยวนี้แม้แต่ในต่างจังหวัดที่เราเรียกกันว่ามวยภูธรนั้นในการชกแต่ละครั้งต้องมีมวยหญิงขึ้นชกด้วยอย่างน้อย 1 คู่ และในการแข่งขันมวยหญิงในมหกรรมมวยไทยเทิดพระเกียรติวันแม่แห่งชาติ ที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก็นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก และเป็นการแจ้งเกิดมวยหญิงอย่างเต็มตัว หลังจากชกเสร็จก็มีคนติดต่อจองตัวไปชกในเวทีต่างๆ ขณะเดียวกันสื่อก็ให้ความสนใจมาสัมภาษณ์กันเยอะมาก”

‘โอ๋’ ปริยากร รัตนสุบรรณ รองประธานกรรมการ บริษัท วันทรงชัย จำกัด บอกเล่าที่มาในฐานะโปรโมเตอร์จัดการแข่งขันชกมวยหญิงเจ้าแรกของไทย

*กว่าจะขึ้นสู่สังเวียน

สำหรับเส้นทางของบรรดานักมวยหญิงนั้นใช่ว่าจะง่ายดายหรือสามารถใช้หน้าตาเป็นใบเบิกทาง แต่ละคนล้วนต้องผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำอย่างหนักเช่นเดียวกับนักมวยชาย ต้องซ้อมกันวันละไม่ต่ำกว่า 4-5 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่ง และจัดเจนในเชิงมวย ตั้งแต่ชกลม ล่อเป้า เตะกระสอบทราย ชกกับคู่ซ้อมทั้งที่เป็นหญิงและชาย รวมทั้งฝึกแม่ไม้ต่างๆ ซึ่งนักมวยหญิงส่วนใหญ่มักเริ่มฝึกกันตั้งแต่อายุเพียง 10 กว่าปีเท่านั้น

‘เพชรยู ศิษย์ครูดุลย์’ หรือชื่อจริงว่า ราตรี โครงกาพย์ นักมวยสาวหน้าใสวัย 18 ปี เธอเริ่มชกมวยมาตั้งแต่เรียนอยู่ ม.6 โรงเรียนฝายกวางวิทยาคม จ.พะเยา โดยการชักนำของครูอดุลย์ ครูพละประจำโรงเรียนซึ่งเป็นเจ้าของค่ายมวย ซึ่งฉายา’เพชรยู’ ก็มาจากคำว่ายูซึ่งเป็นชื่อเล่นของเธอบวกกับเพชรซึ่งสื่อถึงความรุ่งโรจน์

เพชรยูมีสถิติการชกที่ยอดเยี่ยมจนหลายมหาวิทยาลัยติดต่อแย่งตัวให้เธอเข้าศึกษาเพื่อเป็นหน้าเป็นตาแก่สถาบัน ปัจจุบันเธอเรียนอยู่ชั้นปี 1 เอกพละศึกษา มหาวิทยาลัยสยาม และยังชกมวยอย่างต่อเนื่องเพื่อนำเงินที่ได้ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียน

“ตอนแรกยูเล่นบาสที่โรงเรียนก่อน พอมีเวลาว่างเลยขออาจารย์ลองซ้อมมวย ซ้อมได้ 2-3 วัน อาจารย์ก็ส่งขึ้นชกเลย ชกครั้งแรกเจ็บไปหมดทั้งตัวเลย (หัวเราะร่วน) ก็ยังไม่เข็ดขอฝึกมวยต่ออีก พ่อของยูก็สนับสนุนเพราะพ่อเป็นนักมวยเก่า ชกอยู่ในค่ายมวยแถบภาคเหนือ บางทีซ้อมเสร็จกลับไปบ้านพ่อก็ซ้อมให้ต่อ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะยึดเป็นอาชีพหรอก แต่พอชกมาเรื่อยๆก็ติดใจ จนถึงตอนนี้ก็ชกมาได้ 22-23 ครั้งแล้ว บางทีก็ตาเขียว บางทีก็ขาเขียว แต่ไม่เคยคิดจะเลิกนะ ไม่กลัวเสียโฉมด้วย คือไม่ได้นึกถึงจุดนี้ พอจบ ม.6 ก็มีมหาวิทยาลัย 2-3 แห่งมาติดต่อให้เข้าเรียนเพราะเห็นว่าเรามีฝีมือเรื่องการชกมวย ยูเลือกมหาวิทยาลัยสยามเพราะอยู่ใกล้กับค่ายมวยที่อาจารย์ดุลย์รู้จัก แล้วก็เอายูมาฝาก ตอนนี้ก็ซ้อมทุกวัน ตอนเช้าก็ซ้อมก่อนไปเรียน เรียนเสร็จก็มาซ้อมอีก วันหนึ่งตก 4-5 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายและฝีมือเราอยู่ตัว”

ด้านเจ้าของฉายา’กระยางขาว’ หรือ ‘น้องเปิ้ล’จรูญ โลกรวม สาวน้อยวัย 15 ปี จากค่ายมวยดังแถบราชบุรี บอกว่า เข้าสู่วงการมวยเพราะซึมซับศิลปะมวยไทยมาตั้งแต่เด็ก

เนื่องจากอาของเธอเป็นเจ้าของค่ายมวย เปิ้ลจึงฝึกเชิงมวยกับอามาตลอด และเมื่อมีการชกมวยหญิงที่ดอนตูม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และนักมวยจากดอนตูมซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอได้แชมป์ ทางโรงเรียนของเธอจึงสนับสนุนให้เปิ้ลซึ่งมีฝีมือด้านนี้ขึ้นชกในเวทีต่างๆด้วย

“กลับจากโรงเรียนมาก็ต้องซ้อมมวยจนถึง 3 ทุ่ม แต่เปิ้ลไม่ชอบซ้อมกับผู้หญิงนะ ชอบซ้อมกับผู้ชายมากกว่า เพราะส่วนใหญ่นักมวยหญิงในค่ายก็เป็นเพื่อนเราทั้งนั้น เราก็กลัวเขาเจ็บ แต่ซ้อมกับผู้ชายเราทำได้เต็มที่ เขาก็เตะเราเต็มที่เหมือนกัน(หัวเราะ) ตอนซ้อมแรกๆเรายังเตะแข้งซ้ายไม่ถนัด ก็โดนอาแกล้งเตะจนช้ำ เขารู้ว่าเราเจ็บก็ยิ่งแกล้ง พอเขาเห็นน้ำตาเปิ้ลเขาก็เอาเป้าล่อมาตบที่ขาเราบ้างอะไรบ้าง เปิ้ลก็ร้องไปต่อยไป แต่ไม่เข็ด เพราะรู้ว่าที่เขาทำเพราะอยากให้เราเก่งขึ้นนะ”

*ฝีมือเข้าขั้นแม้ไม้ครบเครื่อง

สำหรับฝีไม้ลายมือของนักมวยหญิงในปัจจุบันนั้นต้องจัดว่าเข้าขั้นและมีชั้นเชิงแพรวพราวไม่ต่างจากนักมวยชายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นลูกเตะ เข่า ศอก ถีบ ถอง จนถึงเตะก้านคอ เรียกว่าครบเครื่องแม่ไม้มวยไทย แต่แม้สาวๆจะมีชั้นเชิงมวยที่เด็ดขาดรุนแรงเพียงใดแต่ก็ไม่สามารถนำมาใช้ในการชกบนสังเวียนได้ทั้งหมด เนื่องจากมวยไทยเป็นศาสตร์การต่อสู้ที่หนักหน่วงรุนแรง หากนำมาใช้ทุกกระบวนท่าอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนั้นการโชว์แม่ไม้ให้ครบกระบวนท่าบนสังเวียนมวยเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากนักมวยต้องระวังทุกฝีก้าวและรุกรับอย่างรวดเร็ว หากพลาดเพียงนิดเดียวอาจถูกสอยถึงขั้นแพ้น็อกได้

เพชรยู บอกว่า “บนเวทีจะชกกันเร็วมาก 4 ยกบ้าง 5 ยกบ้าง แล้วแต่เวที ดังนั้นการจะออกอาวุธจึงทำได้ยาก ส่วนใหญ่ก็จะใช้ลูกเตะตัดลำตัว กันมากกว่า เพราะถ้าไปมัวคิดว่าจะใช้แม่ไม้ท่านั้นท่านี้มันไม่ทัน เผลอนิดเดียวโดนเขาเตะสวนมาถึงขั้นน็อกได้”

ขณะที่ กระยางขาว บอกว่า “โห…ก่อนขึ้นชกนะคิดไว้เลยว่าขึ้นเวทีจะต้องใช้ท่าโน้นท่านี้ แต่พอขึ้นจริงมันไม่ได้ เพราะเตะกันเร็วมาก เราก็ต้องเน้นทำคะแนนไว้ก่อน เปิ้ลเป็นแชมป์ที่ราชบุรี รุ่น 48 กิโลกรัม คือที่ราชบุรีนี่เปิ้ลต่อยจนไม่มีใครต่อยด้วยแล้ว เปิ้ลชกมา 14 ครั้ง ชนะ 11 ครั้ง แพ้ 3 ครั้ง เคยโดนน็อกอยู่ครั้งหนึ่งตอนชกกับลูเซีย จากประเทศฮอลแลนด์ ไปต่อยที่เชียงใหม่แล้วเปิ้ลแพ้อากาศ ก็รู้ตั้งแต่ขึ้นเวทีแล้วว่าแพ้แน่เพราะไม่สบายตั้งแต่ก่อนขึ้นเวที”

*ความงามอีกจุดขายหนึ่งของมวยหญิง

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าตาที่สวยสดใสของบรรดาสาวๆหมัดสั่งนับเป็นจุดขายอย่างหนึ่งของนักมวยหญิง เพราะไม่ว่าเวทีไหนหากมีสาวๆหน้าใสขึ้นชกแล้วล่ะก็รับรองได้ว่ายอดขายบัตรเข้าชมเพิ่มขึ้นทันตาเห็นเลยทีเดียว นอกจากรูปร่างหน้าตาแล้วชุดนักมวยของสาวๆที่สวมเสื้อกล้ามสีสดใส ใส่นวมสีชมพู ก็ดูสดชื่นและสร้างสีสันได้เป็นอย่างมาก

ปริยากร ทายาทของ ‘ทรงชัย รัตนสุบรรณ’ โปรโมเตอร์มหาชน กล่าวว่า

“ในส่วนของวันทรงชัยเรามีหน้าที่ประสานไปยังค่ายมวยเพื่อหานักมวยหญิงมาขึ้นชก เวลาจัดการแข่งขันชกมวยหญิงนั้นเราจะดูเรื่องการชกบนเวทีเป็นสำคัญ คือต้องประกบคู่มวยให้มีฝีมือใกล้เคียงกัน แต่ก็ยอมรับว่าเสน่ห์ของมวยหญิงคือความสวย ความน่ารัก ซึ่งถือเป็นจุดขาย ถ้าพูดถึงน้องเพชรยู คนจะบอกว่าคนนี้หน้าตาเหมือนดาราหนังนะ จะมาขึ้นชกเหรอ..เขาก็ตื่นเต้นกัน แต่ช่วงแรกๆคนก็จะประมาทนักมวยสวยๆว่าคงสวยอย่างเดียว ฝีมือคงไม่เอาไหนหรอก เราก็ต้องย้ำกับหัวหน้าค่ายมวยว่าอย่าทำให้คนดูผิดหวังนะ ฝีมือต้องดีด้วย เรามีหน้าที่โปรโมต ทำประชาสัมพันธ์ ทางค่ายมวยก็ต้องซ้อมมาให้ดี

อีกอย่างที่คนดูชอบมากคือการไหว้ครูซึ่งนักมวยหญิงเขาจะอ่อนช้อยงดงามมาก แต่ละคนก็จะมีท่าไหว้ที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างเพชรยูเขาก็จะใส่ชุดพื้นเมืองแบบชาวเหนือทับชุดนักมวย ตอนไหว้ครูก็จะนำท่าฟ้อนของชาวเหนือมาผสมผสาน สวยมากๆ พอไหว้ครูเสร็จก็ถอดชุดพื้นเมืองออกแล้วขึ้นชก ซึ่งลีลาก็จะหนักหน่วงแบบคนละเรื่องกับตอนไหว้ครูเลย”

หากจะพูดถึงนักมวยสาวที่สร้างความฮือฮาให้แก่วงการมวยหญิงในช่วงนี้คงหนีไม่พ้น ‘น้องเนะ’ อโณทัย นิรุตติเมธี ลูกสาวคนสวยของ ‘ทนายต๋อย’ สมบูรณ์ นิรุตติเมธี หัวหน้าค่ายมวย อีมิแน้นท์แอร์ ซึ่งเธอขึ้นชกโชว์ในการแข่งขันมวยหญิงในมหกรรมมวยไทยเทิดพระเกียรติวันแม่แห่งชาติ ที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา ด้วยดีกรีระดับนางเอกช่อง 3 จากละครเรื่อง ‘จ้าวหนูเทควันโด’ และยังคว้าตำแหน่ง ป๊อปปูลาร์โหวต ในการประกวดมิสทีนไทยแลนด์อีกด้วย

ปัจจุบัน ‘น้องเนะ’ อายุ 17 ปี กำลังศึกษาอยู่ใน ม.มหิดล หลายคนสงสัยว่าสวยระดับนี้เหตุใดจึงมาชกมวยหญิง ซึ่งเรื่องนี้น้องเนะ บอกว่า

“เนื่องจากคุณพ่อเป็นเจ้าของค่ายมวยเลยฝึกชกมวยมาตั้งแต่อยู่ ม.ต้น เพราะคุณพ่อเป็นห่วงว่าเราเป็นผู้หญิง ไปไหนมาไหนอันตรายเลยให้หัดมวยไว้จะได้ป้องกันตัวเองได้ ถึงแม้การขึ้นชกในวันแม่จะเป็นการชกโชว์ ไม่ได้ยึดเป็นอาชีพ แต่ก่อนขึ้นชกเนะก็ต้องซ้อมหนักมาก ต้องทำได้ทุกอย่างเหมือนพวกมืออาชีพเขาทำกันเพราะเราเป็นลูกเจ้าของค่าย จะมาชกเหยาะแหยะไม่ได้ ท่าไม้ตายของเนะจะเป็นท่าเตะสับแล้วตีศอกที่ต้นขาคู่ต่อสู้”

*มวยหญิง อนาคตสดใส

สำหรับค่าตัวของนักมวยหญิงในปัจจุบันนั้นถึงแม้ว่าจะไม่สูงเท่านักมวยชาย แต่ก็จัดว่ามีรายได้ไม่น้อยทีเดียว โดยเริ่มจากหลักพันถึงหลักหมื่นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และฝีมือ โดยนักมวยหญิงที่ขึ้นชกใหม่ๆจะมีค่าตัวประมาณ 2,000 บาทขึ้นไป และไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ หากมีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ การชกแต่ละครั้งค่าตัวจะขึ้นไปถึง 30,000 บาทเลยทีเดียว

ปริยากร โปรโมเตอร์หญิงหนึ่งเดียวของเมืองไทย กล่าวว่า

“เชื่อว่ามวยหญิงจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เท่าที่เห็นมีผู้ที่สนใจจัดมวยหญิงกันมากขึ้น และคนดูก็ชอบ ในส่วนของวันทรงชัยจะมีรายการใหญ่ที่จัดการแข่งขันชกมวยหญิงอีกครั้งประมาณเดือนตุลาคมปีนี้ จากนั้นก็จะไปจัดอีกทีในวันพ่อ คือวันที่ 5 ธันวาคม ปีนี้ โดยจะจัดขึ้นที่เวทีมวยกรุงเทพฯ ที่รัชดา ซึ่งเป็นเวทีมวยเปิดใหม่ที่เราจะเปิดอย่างเป็นทางการในวันดังกล่าวพร้อมกับโรงเรียนสอนมวยไทยวันทรงชัย ที่เปิดสอนมวยไทยแก่คนไทยและต่างชาติแบบครบวงจร

ถามว่าสำหรับมวยหญิงแล้วในแง่ธุรกิจดีไหม ก็ยอมรับว่าตอนนี้ยังไม่ดีหรอกนะ ยังขาดทุนอยู่ (หัวเราะ) แต่เราถือว่าเป็นการจุดประกายให้แก่วงการมวย อยากให้ผู้หญิงที่สนใจการชกมวยเขามีกำลังใจในการชก และอยากให้เป็นอีกอาชีพหนึ่งของผู้หญิง ซึ่งบางคนเขาฐานะไม่ค่อยดีก็จะได้มีรายได้จากตรงนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนซึ่งสามารถนำรายได้จากการชกมวยไปเป็นทุนการศึกษาและช่วยเหลือครอบครัวต่อไป”

*สาวต่างชาติแห่ฝึกมวยไทย

ปัจจุบันมวยหญิงกลายเป็นที่นิยมของทั้งสาวไทยและต่างชาติ จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มีสาวๆจากชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย อังกฤษ อเมริกา ฯลฯ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาฝึกมวยไทยกันเป็นจำนวนมาก

พาพล่า สแตนโกวา นักบำบัดฟื้นฟูสุขภาพ วัย 27 ปี จากสาธารณรัฐเช็ก ก็เป็นหนึ่งในนั้น พาพล่าชอบมวยไทยเป็นชีวิตจิตใจ และฝึกมวยไทยมาได้ 5 ปีแล้ว เธอเคยขึ้นชกมวยไทยในเวทีที่สาธารณรัฐเช็กมาแล้วถึง 25 ครั้ง และปัจจุบันเธอครองตำแหน่งแชมป์มวยไทยหญิงที่สาธารณรัฐเช็กด้วย

“ดิฉันชอบกีฬาประเภทต่อสู้ เล่นทั้งเทควันโด คิกบ็อกซิง แต่ชอบมวยไทยมากที่สุดเพราะรู้สึกว่ามีลีลาการชกที่หนักหน่วง ซึ่งถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง”

คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามวยไทยนั้นศิลปะการป้องกันตัวที่งดงามและมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ ยากต่อการลอกเลียนแบบ และไม่ว่าชนชาติอื่นจะชื่นชอบมวยไทยสักเพียงใดก็คงไม่มีประโยชน์

หากคนไทยเองไม่เห็นคุณค่าและช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะการต่อสู้ของไทยไว้

“ดาราฮอลลีวู๊ด แฟรงค์ กริลโล่ สัมภาษณ์”บิ๊กซ้ง-มาดามโอ๋”

ดาราดังจากฮอลลี่วู๊ด จากภาพยนตร์เรื่องกัปตันอเมริกาทั้ง2ภาค มาเยือนเมืองไทย แฟรงค์ กริลโล่ เพราะชื่นชอบศิลปะการต่อสู้ ด้วยมือเปล่า ที่ร้ายกาจที่สุด”นามว่ามวยไทย”บุกตรงสัมภาษณ์ ตำนานมวยไทยคือ โปรโมเตอร์ ดร.ทรงชัย รัตนสุบรรณและ มาดามโอ๋ ยอดโปรโมเตอร์หญิงปริยากร รัตนสุบรรณ ณ วัดราชาธิวาส เขตสามเสน กรุงเทพ โดยทางด้านแฟรงค์ กริลโล่ ได้ทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบสัมภาษณ์ ถึงความแตกต่างมวยไทยในอดีตกับปัจจุบัน และมุมมองที่มีต่อมวยไทยในฐานะผู้บุกเบิกมวยไทยให้ทั่วโลกได้รู้จัก แฟรงค์ กริลโล่ ยังกล่าวตอนท้ายขอบคุณคนไทย ขอบคุณศิลปะมวยไทย หลังจากได้ศึกษาแล้วหลงรักทึ่งในศิลปะมวยไทยอย่างมาก และวิถีชีวิตของประเทศไทยศาสนาพุทธ สมความตั้งใจที่คุณทรงชัยทุ่มเทมาทั้งชีวิตที่ว่า“มวยไทย มรดกไทย เป็นมรดกโลก”

มวยเด็ก : ปัญหาสิทธิเด็กใต้เงาวัฒนธรรม บนประโยชน์ธุรกิจแสนล้าน

วิจัย Child Watch Project โดยสถาบันรามจิตติ ระบุว่า สาเหตุหลักที่เด็กตัดสินใจชกมวย เนื่องจากต้องการหาเงินส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่และครอบครัว รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา

การเสียชีวิตของนักมวยเด็กวัย 13 ปี เมื่อวันที่ 11 พ.ย. จากสาเหตุเลือดคั่งในสมอง หลังขึ้นชกบนสังเวียนใน จ.สมุทรปราการ คือ บทสะท้อนปัญหาสิทธิเด็กที่สังคมยอมหลับตาข้างหนึ่ง ด้วยข้ออ้างว่าเป็นเหตุผลทางวัฒนธรรมเพื่อแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ขณะที่กลไกธุรกิจมวยไทยมูลค่ากว่าแสนล้านต่อปียังไม่สามารถการันตีความปลอดภัยให้กับนักมวยเด็กได้

เพชรมงคล ป. พีณภัทร หรือ ด.ช.อนุชา ทาสะโก อายุ 13 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 พ.ย. จากสาเหตุเลือดคั่งในสมอง หลังขึ้นชกบนสังเวียนใน จ.สมุทรปราการ อาจจะเป็นแค่เรื่องไฟไหม้ฟางเท่านั้น หากว่าธุรกิจมวยไทย ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละกว่าแสนล้านบาทและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางกฎหมายไม่ลุกขึ้นมาแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการหันมาให้ความสำคัญกับการปกป้องสิทธิและความปลอดภัยของเด็ก

แม้ว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา คนในวงการมวยและผู้ยกร่างพระราชบัญญัติมวยฉบับใหม่เห็นต่างกันในเรื่องการกำหนดอายุขั้นต่ำของนักมวยเด็ก แต่ดูเหมือนว่าการเสียชีวิตของนักมวยเด็กคนนี้ ทำให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มเห็นตรงกันว่า ระบบมวยไทยในปัจจุบัน ยังมีช่องโหว่ ที่จะกลายเป็นสิ่งบั่นทอนทั้งวงการในอนาคต รวมทั้งความปลอดภัยของเด็ก

ผู้เชี่ยวชาญในวงการมวยยอมรับว่า ทัศนคติของผู้ปกครองของนักมวยเด็ก บวกกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม รวมทั้งสภาพแวดล้อมธุรกิจมวยในต่างจังหวัดมีส่วนที่ทำให้ ค่ายมวยและผู้จัดการแข่งขันอาจจะละเลยความปลอดภัยของนักมวยเด็ก โดยพุ่งเป้าไปยังชัยชนะและเงินรางวัล โดยขาดองค์ความรู้

การเสียชีวิตของ ด.ช.อนุชา จึงจุดประกายคำถามขึ้นอีกครั้งว่า เหมาะสมหรือไม่ที่ให้เด็กเข้าชกมวยซึ่งเป็นกีฬาที่ต้องปะทะกัน มีอุปกรณ์ป้องกันเพื่อความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด รวมทั้งได้รับการประเมินสถานการณ์ทันท่วงทีหรือไม่

ผลประโยชน์มาก่อนความปลอดภัย-สิทธิเด็กหรือไม่?

อีกหนึ่งคำถามของผู้คร่ำหวอดในวงการมวยบอกกับบีบีซีไทยคือ ในการแข่งขันชกมวยดังกล่าว มาตรฐานของเวทีและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตัดสิน ณ สถานการณ์นั้นเพียงพอหรือไม่

“ในฐานะที่เป็นผู้หญิง ที่มีความเป็นแม่ ที่อยู่ในวงการมวยมากว่า 30 ปี รู้สึกเสียใจสิ่งที่เกิดขึ้นหากมีลูกอยู่ในวัยกำลังเติบโตแบบนั้น แต่ก็พอเข้าใจได้สังคมแบบนี้ ว่าการฝึกมวยเป็นสิ่งที่ดี เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การรักกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องไม่อยู่บนการขาดองค์ความรู้” ปริยากร รัตนสุบรรณ โปรโมเตอร์หญิง และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทรงชัย จำกัด กล่าว

โปรโมเตอร์หญิงรายนี้บอกว่า การฝึกมวยเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 5 – 6 ขวบ แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เรียนรู้เร็ว แต่หากไม่มีใครช่วยให้แนวทางที่ถูกต้องและปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง

“…การฝึกมวยเป็นสิ่งที่ดี เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การรักกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องไม่อยู่บนการขาดองค์ความรู้” ปริยากร รัตนสุบรรณ โปรโมเตอร์หญิง และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทรงชัย จำกัด กล่าว

“หากมองในภาพรวมระบบของมวยไทย ยังมีช่องโหว่ตรงที่ว่า ให้เด็กขึ้นชก โดยไม่ได้มีการเข้มงวดมากนัก ทั้งในเรื่อง กฎกติกา การกำหนดระยะพักฟื้น การขออนุญาตในการแข่งขัน เป็นการขึ้นทะเบียนขึ้นนักมวย” เธอกล่าว

“ขาวผ่อง สิทธิชูชัย” หรือ ทวี อัมพรมหา เลขาธิการสมาคมมวยไทยนายขนมต้ม ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยในทำนองเดียวกันว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นสิ่งที่วงการมวยต้องตื่นตัว โดยเฉพาะเรื่องของการตัดสิน การใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาตร์การกีฬาและอุปกรณ์ป้องกันอย่างเหมาะสม รวมถึงการทำหน้าที่ของแพทย์สนาม และผู้ทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินว่ามีความสามารถในการประเมินสถานการณ์และเข้าช่วยเหลือป้องกันมวยเด็กที่เสียชีวิตเพียงพอหรือไม่

สมศักดิ์ ดีรุจิเจริญ ผู้ฝึกสอนมวยไทย ชมคลิปวิดีโอการชกครั้งสุดท้ายของน้องอนุชา ทาสะโก นักมวยเด็กวัย 13 ปี ระหว่างร่วมงานศพของน้องอนุชาที่วัดใน จ.สมุทรปราการ

อดีตนักชกเหรียญเงินโอลิมปิก พ.ศ. 2527 ยังตั้งคำถามว่า ความไม่ใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของเด็กอาจจะมาจากความต้องการเอาผลประโยชน์จากการแข่งขันมากเกินไปหรือไม่

หากถามว่าเหตุเศร้าสลดนี้เป็นความผิดพลาดของผู้ปกครองและความผิดพลาดของการบังคับใช้กฏหมายหรือไม่ เว็บไซต์ข่าวสด อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ ณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ โปรโมเตอร์ค่ายเพชรยินดี ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “เรามีกฎหมายก็จริง แต่คนบังคับใช้กฎหมายไม่มีอำนาจเพียงพอจะดูแลควบคุมได้ทั่วทั้งประเทศ ควบคุมได้แค่กรุงเทพฯ ในเวทีมาตรฐานอย่าง ลุมพินี หรือ ราชดำเนินเท่านั้น และพอไปเวทีต่างจังหวัด แต่ละจังหวัดก็จะมี เจ้าหน้า กกท. เพียงจังหวัดละ 1 คน ของสำนักงานกีฬามวย ซึ่งไม่เพียงพออยู่แล้วที่คน 1 คนจะดูแล 1 จังหวัด เขาก็ไม่ไปขออนุญาตอะไร เขาก็จัดชกกันไป นั่นคือปัญหา”

“มวยเด็ก” ทางเลือกแก้จน?

เหตุผลหนึ่งที่คนในวงการมวยที่ออกมาคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.มวย ฉบับใหม่ โดยเฉพาะในหัวข้อการกำหนดให้ 15 ปีให้เป็นอายุขั้นต่ำของนักมวยอายชีพนั้น ก็คือพวกเขาเชื่อว่า นี่เป็นการตัดโอกาสการหารายได้และการพัฒนาความสามารถนักมวย เพราะยิ่งฝึกเร็วยิ่งมีโอกาสในการประสบความสำเร็จ

เลขาธิการสมาคมมวยไทยนายขนมต้ม ซึ่งไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว ชกมวยอาชีพ เนื่องจากว่า จากประสบการณ์เขาคือ 99% ของนักมวยไทยและนักมวยโอลิมปิกเริ่มชกตั้งแต่อายุยังน้อย

นอกจากนี้เขายังบอกว่า มวยไทยเป็นกีฬาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้มีฐานะยากจน เพียงมีกางเกงตัวเดียวก็สามารถเข้าฝึกมวย ในขณะที่กีฬาประเภทอื่นๆ เช่น กอล์ฟ เทควันโด หรือฟุตบอล มีต้นทุนสูง

เลขาธิการสมาคมมวยไทยนายขนมต้ม กล่าวว่า มวยไทยเป็นกีฬาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้มีฐานะยากจน เพียงมีกางเกงตัวเดียวก็สามารถเข้าฝึกมวย ในขณะที่กีฬาประเภทอื่นๆ เช่น กอล์ฟ เทควันโด หรือฟุตบอล มีต้นทุนสูง

เขาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ตรงก่อนที่จะมาประสบความสำเร็จเป็นแชมป์โลก และคว้าเหรียญเงินโอลิมปิกใน พ.ศ. 2527 ว่า “ณ ตอนนั้น ผมไม่มีทางเลือก พ่อผมตายตั้งแต่ ป.4 และต้องกัดฟันเรียนและต่อยมวยไปด้วยจนสำเร็จการศึกษาระดับ ป.7 แม่ผมก็ลำบาก มวยเท่านั้น เป็นวิถีทางเดียว แต่ก็ได้ผลเกินคาด ต่อยครั้งแรก ๆ ได้ 90 บาทต่อครั้ง จนหาเงินได้เป็นแสนบาท ซึ่งมากกว่าแม่ทำงานทั้งปี”

ส่วนสมัยนี้เขาอธิบายว่า อาจจะดีกว่าสมัยนั้นไม่มาก นักมวยก็ยังลำบากไม่ต่างจากผม แต่ก็ต้องส่งตัวเองเรียนหนังสือ ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมว่า “เป็นผลของการกระจายเรื่องความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและการศึกษาไม่เท่าเทียมกัน”

TCIJ อ้างผลการวิจัย Child Watch Project โดยสถาบันรามจิตติ พบว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ชกมวยไทยบนเวทีอาชีพตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น สถานศึกษาและสถานที่ราชการจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีถิ่นฐานอยู่ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณเกือบ 8,000 คน ซึ่งการขึ้นชกแต่ละครั้งเด็กจะได้รับเงิน 50-600 บาท และต้องหักให้ค่ายมวยครึ่งหนึ่ง โดยสาเหตุหลักที่เด็กตัดสินใจชกมวย เนื่องจากต้องการหาเงินส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่และครอบครัว รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา

วัฒนธรรมแปลงร่างสู่ผลประโยชน์ธุรกิจแสนล้าน

มวยเด็กเป็นส่วนหนึ่งของมวยไทย วัฒนธรรมและศิลปะของการต่อสู้ของไทยมีที่อายุหลายร้อยปี แต่ในปัจจุบันได้พัฒนากลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าจับตาและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี ซึ่งรัฐบาลไทยก็ให้ความสำคัญในการส่งเสริมให้เป็น “คลัสเตอร์มวย” ในการขับเคลื่อนทั้งในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศไทย

นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่ผ่านมาว่า มูลค่าของมวยไทยที่เกิดขึ้นทั้งในด้านกีฬาอาชีพ กีฬาเพื่อสุขภาพ สินค้าสนับสนุน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี

มีการคาดการณ์ว่าธุรกิจมวยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ปีละ 1 แสนล้านบาท

จากความต้องการในการตอบสนองทางธุรกิจมวยไทย ผู้เชี่ยวชาญในวงการมวยรายหนึ่งบอกว่า การสร้างนักกีฬามวยด้วยการเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังเด็กตามกรอบเดิม ๆ ด้วยวิธีการฝึกฝนแบบลูกทุ่ง ๆ หรือการหาประสบการณ์ตามค่ายมวยภูธรและการชกตามงานวัดก็ยังคงจะเป็นโรงงานผลิตนักมวยรุ่นใหม่ เพื่อป้อนระบบ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการที่ไม่ยั่งยืน

“ในระยะยาว หากไม่มีการวางยุทธศาสตร์ให้ดี นำเอาวิทยาศาสตร์การกีฬา และการพัฒนาสายอาชีพอย่างจริงจัง หากพึงพิงระบบกรอบเดิม นักมวยรุ่นใหม่ก็จะสู้กับต่างชาติไม่ได้เพราะเขานำเอาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและโภชนาการที่ถูกต้องมาในการพัฒนาสมรรถนะของนักมวย” แหล่งข่าวคนดังกล่าวบอก

เร่งขับเคลื่อนเปลี่ยน พ.ร.บ.มวยเพื่อพิทักษ์สิทธิเด็ก

หลังพบว่า “มวยเด็ก” คือสิ่งที่สังคมจะต้องแก้ไข หลายฝ่ายทั้งฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายวิชาการ การแพทย์ รวมทั้งองค์การนานาชาติเริ่มข้ามามีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ล่าสุด กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือองค์การยูนิเซฟเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายให้ออกกฎหมายที่จะช่วยปกป้องประโยชน์สูงสุดของเด็ก หลังการเสียชีวิตของนักมวยเด็ก

“เราต้องมองว่าพวกเขาเป็นเด็ก มากกว่าจะเป็นนักมวย” องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรีขององค์กร แถลงทางทวิตเตอร์ในวันที่ 14 พ.ย.

“องค์การยูนิเซฟขอแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียของครอบครัวของน้องอนุชา และขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายให้ออกกฎหมายที่จะช่วยปกป้องประโยชน์สูงสุดของเด็ก”

ในขณะนี้อยู่ระหว่างที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาร่าง พ.ร.บ. มวยฉบับใหม่ เพื่อปรับปรุง พ.ร.บ. ฉบับเดิมที่ประกาศใช้มาแล้วตั้งแต่ ปี 2542

โดยในวันนี้ ( 15 พ.ย.) นายตวง อันทะไชย ประธานกรรมาธิการการศึกษาและกีฬา ของ สนช. พร้อมด้วย พล.อ. อดุลยเดช อินทะพงษ์ กรรมาธิการ ได้ชี้แจงผลหารือการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.กีฬามวยว่า ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ หากคณะรัฐมนตรี เสนอร่างพระราชบัญญัติกีฬามวย มายัง สนช. ได้ทันตามกำหนด

สนช. จะสามารถเร่งพิจารณาออกเป็นกฎหมายได้ในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อให้เป็นกฎหมายที่ควบคุมการชกมวยเด็ก โดยห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีขึ้นชกมวยเด็ดขาด ป้องกันเกิดปัญหาเสียชีวิตจากการชกมวยและมีสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม แต่จะอนุญาตเฉพาะเด็กที่มีความพร้อมอายุ 12-15 ปี

เขายังกล่าวด้วยว่า สนช. มีความเป็นห่วงเพราะจากการศึกษาพบตัวเลขมวยเด็กมีมากถึง 1 แสนคน ที่ไม่ได้รับการควบคุมเนื่องจากพระราชบัญญัติกีฬามวยฉบับเดิมหละหลวม แม้จะมีการห้ามเด็กต่ำกว่า 15 ปีขึ้นชกแต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง ทำให้เยาวชนที่ชกมวยไม่ได้รับการฝึกอย่างถูกต้องตามช่วงวัยที่เหมาะสม จนส่งผลกระทบต่อสมองของเด็กในระยะยาว

เพชรมงคล ป. พีณภัทร หรือ ด.ช.อนุชา ทาสะโก เสียชีวิตหลังจากขึ้นชกบนเวทีมวยชั่วคราวโรงเรียนวัดคลองมอญ ต.บ้านคลองสวน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นการแข่งขันชกมวยการกุศลโครงการต้านภัยยาเสพติดครั้งที่ 1 ชิงถ้วยรางวัลของ พล.อ ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 พ.ย. ที่ผ่านมา

กรรมาธิการเห็นว่าควรใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาดูแลเรื่องนี้ให้มวยเด็กมีมาตรฐานมากขึ้นและเป็นไปตามหลักสากลมากขึ้น เพราะปัญหามวยเด็กยังส่งผลถึงการใช้แรงงานเด็กจนถึงขั้นเคยทำให้ไทยเคยถูกจัดอันดับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ขั้นต่ำในระดับเทียร์3 มาแล้ว

นายตวงยืนยันว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นการกีดกันมวยเด็ก ซึ่งในชั้นการพิจารณาเปิดโอกาสให้ตัวแทนค่ายมวยมาร่วมเป็นกรรมาธิการด้วยเพื่อจะได้ให้ความเห็นและทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการควบคุม ที่ผ่านมาค่ายมวยต่าง ๆ เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของนักมวยรุ่นพี่ทำให้กีฬามวยไม่ได้มาตรฐาน

ขณะเดียวกัน รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้รวบรวมรายชื่อประชาชนผ่านเว็บไซต์ Change.org เพื่อขอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. มวย ดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในการพิจารณาในชั้นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ขณะนี้มียอดรายชื่อผู้ร่วมทั้งหมดราว 2,300 กว่ารายชื่อจากเป้าหมาย 2,500 รายชื่อ โดยตอนหนึ่งในการเสนอเรื่องนี้ ระบุว่า ปัจจุบันมีนักมวยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมากกว่าหนึ่งแสนคน ซึ่งต้องเดินสายขึ้นชกอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งชกเดิมพัน ชกชิงเงินรางวัลตามเวทีงานวัด งานเทศกาลต่าง ๆ โดยอายุน้อยสุดที่พบคือ 4 ขวบ นักมวยเด็กเหล่านี้จะได้รับความกระทบกระเทือนจากการโดนชกที่ศีรษะอย่างน้อย 20 หมัดต่อไฟต์ ซึ่งสูงสุดที่เคยนับได้คือ 40 ครั้ง ต่อ 1 ยก หรือ ประมาณ 2 นาที (มวยเด็กชก 3 ยก ยกละประมาณ 2 นาที ) โดยที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน

รศ.นพ.อดิศักดิ์ระบุว่า นอกจากจะพบว่า ระดับสติปัญญายังลดลงอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาในการชก แล้ว ยังผลจากการบาดเจ็บของสมองนักมวยเด็กยังส่งผลต่อการศึกษาและการดำรงชีวิตของเด็กในอนาคตอีกด้วย

รศ.นพ.อดิศักดิ์เป็นหนึ่งในคณะวิจัยสมองของนักมวยเด็กจากโครงการวิจัยและติดตามกลุ่มนักมวยเด็ก ที่ศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า (ไอแมค) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ การชกมวยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีผลต่อสมองของเด็กหรือไม่ โดยใช้เวลา 2 ปีในการติดตามผล มีจำนวนกลุ่มตัวอย่างเป็นนักมวยเด็กจำนวน 200-250 คน เปรียบเทียบกับเด็กที่มีอายุและฐานะทางบ้านเท่ากัน

โดยผลการวิจัยพบว่ากลุ่มนักมวยเด็กมีเลือดออกในสมองจากการถูกชกหัว ทำให้มีธาตุเหล็กสะสม ซึ่งเป็นสารพิษต่อเนื้อสมอง เซลล์สมองและใยประสาทฉีกขาดและถูกทำลาย ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามปกติ การทำงานของสมองด้านความจำลดลง อาจนำไปสู่อาการบกพร่องทางปัญญา หรือภาวะสมองเสื่อมได้ ระดับสติปัญญา หรือ IQ ของเด็กที่ชกมวยน้อยกว่าของเด็กทั่วไป

นอกจากจะพบว่า ระดับสติปัญญายังลดลงอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาในการชก แล้ว ยังผลจากการบาดเจ็บของสมองนักมวยเด็กยังส่งผลต่อการศึกษาและการดำรงชีวิตของเด็กในอนาคตอีกด้วย

ศึกวันทรงชัย​ ในมือ Gen 2 ‘โอ๋-ปริยากร’ กับภารกิจหนีวังวน “แชมป์โลกตกอับ”

“มวยไทย มรดกไทย มรดกโลก” คำพูดคุ้นหูที่ถูกคิดขึ้นเพื่อให้เป็นสโลแกนของรายการแข่งขันมวยไทยระดับประเทศอย่าง “ศึกวันทรงชัย” โดยโปรโมเตอร์อันดับ 1 ของประเทศ “เสี่ยซ้ง – ทรงชัย รัตนสุบรรณ” ซึ่งนอกเหนือจากเป็นสโลแกนของศึกวันทรงชัยแล้ว ยังสะท้อนความมุ่งมั่นและตั้งใจสูงสุดของผู้ก่อตั้งที่ต้องการทั้งรักษาและผลักดันให้ “มวยไทย” ยั่งยืนในฐานะของศิลปวัฒนธรรมประจำชาติของไทย รวมทั้งการเติบโตและได้รับการยอมรับในระดับโลก

บทพิสูจน์ถึงความสำเร็จในการผลักดันมวยไทยให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากนานาชาตินั้น น่าจะได้รับการพิสูจน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ได้เป็นอย่างดี ทั้งกระแสมวยไทยที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ภาพนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่นิยมนุ่งกางเกงมวยให้เห็นอย่างชินตา หรือหากไปถามนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติว่าสิ่งที่นึกถึงหรือรู้จักเกี่ยวกับประเทศไทย เชื่อว่า มวยไทย จะต้องเป็นชื่อแรกๆ ที่ถูกพูดถึงเสมอ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหลายนี้ แน่นอนว่า “ทรงชัย รัตนสุบรรณ” มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมาโดยตลอด

โปรโมเตอร์หญิงหนึ่งเดียวของไทย

ตลอดระยะเวลาในการสานฝันเพื่อยกระดับมวยไทย ให้สามารถไปผงาดในเวทีโลกตามความมุ่งมั่นนั้น ข้างกายของคุณทรงชัย ก็จะมีลูกสาวคนเล็กอย่าง “คุณโอ๋- ปริยากร รัตนสุบรรณ” ติดตามไปด้วยอยู่เสมอ  ไม่ว่าจะเป็นการจัดชกมวยสัญจรไปตามต่างจังหวัด หรือในต่างประเทศ ซึ่งเป็นภาพที่คุ้นตาคนในแวดวงหมัดมวย ทำให้ซึมซับสายเลือดนักสู้จากคุณพ่อมาอย่างเต็มเปี่ยม ประกอบกับเป็นหนึ่งบุคคลที่คลุกคลีกับวงการมวยมาทั้งชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก จนปัจจุบันได้กลายเป็นผู้มาสานต่อทั้งธุรกิจและภารกิจของผู้เป็นพ่ออย่างเต็มตัว

คุณโอ๋, มาดามโอ๋ หรือน้องโอ๋ หลากหลายสรรพนามที่บรรดาผู้ใหญ่ในวงการเซียนมวย ค่ายมวย ครูมวย หรือนักมวย ต่างเรียกขาน หรือแม้แต่เรียกเธอว่า ทรงชัยน้อย เล่าให้ฟังถึงการเข้ามารับช่วงต่องานของผู้เป็นพ่อ ที่อาจจะท้าทายในสายตาของคนทั่วไป เพราะรู้กันดีกว่า กีฬาชกมวยนั้น เป็นกีฬาของผู้ชาย โดยเฉพาะปฏิเสธไม่ได้ว่ามีภาพของความเป็นกีฬาหรือธุรกิจ “สีเทา” อยู่มาก แต่เธอสามารถบริหารจัดการทุกอย่างได้เป็นอย่างดี จนก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกับผู้เป็นพ่อได้ รวมทั้งสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในแวดวงมวยไทย ในฐานะ “โปรโมเตอร์หญิงคนแรกและคนเดียว” ของประเทศไทยในขณะนี้ พร้อมทั้งตำแหน่ง “นายกสมาคมกีฬาไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” พ่วงมาอีกหนึ่งตำแหน่ง

คุณโอ๋ เล่าให้ฟังว่า เธอไม่ได้คิดอะไรมาก หรือไม่ได้มองว่าเป็นความท้าทายใหญ่หลวงมากมายนัก คิดเพียงแค่ในฐานะที่เป็นลูกสาวคนเล็ก เห็นป๊า เห็นแม่ ทำงานหนักและเหนื่อยมาก จึงอยากเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ ช่วยทำอะไรได้ก็ช่วยทุกอย่าง ตามไปเวทีมวยมาตั้งแต่ประถม มัธยม จนจบมหาวิทยาลัย ความรู้สึกเดียวที่มีมาโดยตลอด คืออยากช่วยงานที่บ้าน รวมทั้งบ้านกับออฟฟิศอยู่ใกล้กัน ไม่อยากไปไหนไกลบ้าน แม้ว่าจะเคยทำงานประจำตามสายงานที่เรียนมา แต่ก็ทำเพื่อเรียนรู้ เพราะตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าสุดท้ายจะต้องกลับมาช่วยงานที่บ้าน เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของครอบครัว

“โอ๋โชคดีที่ผู้ใหญ่ในแวดวงรู้จักอยู่แล้ว เพราะติดตามป๊าและช่วยป๊าทำงานมาโดยตลอด ทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องการปรับตัวหรือการยอมรับ เราไม่เคยรู้สึกกดดันว่ามาอยู่ตรงนี้ได้เพราะป๊า เรารู้สึกเสมอว่าโชคดีและภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกป๊า และมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องรักษาชื่อเสียงที่ป๊าสั่งสมมา ขณะที่เรื่องความสามารถของเราก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งเราไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความกดดัน แต่เรามีความตั้งใจกับทุกๆ อย่างที่เราได้ทำ เพื่อรักษาศรัทธาที่ทุกคนมีต่อป๊า และสานต่อสิ่งที่ป๊ารักมากที่สุดก็คือ การจัดมวยที่มีคุณภาพให้แฟนมวยทุกคนได้ดู” 

จากการช่วยเหลืองานบริษัทในเรื่องของการดูแลบัญชี ขยับมาสู่การช่วยงานในด้านอื่นๆ และก้าวขึ้นเป็นโปรโมเตอร์หญิงคนแรกของประเทศในปี 2547 ซึ่งความสนุกของการทำงานตรงนี้ก็คือ การได้เจอคนใหม่ๆ ได้รับโอกาสใหม่ๆ เข้ามาเสมอ แต่ด้วยความที่เป็นผู้หญิงอาจทำให้คุณโอ๋มีข้อจำกัดในบางเรื่อง เพราะส่วนใหญ่ในวงการนี้จะมีแต่ผู้ชาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะสานสัมพันธ์กัน ด้วยการไปสังสรรค์ แฮ้งค์เอ้าท์ ทำให้สนิทสนมกันได้เร็ว ซึ่งคุณโอ๋ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อจำกัดที่เกิดขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังใช้ระบบอุปถัมภ์เป็นหลัก และยอมรับว่าบางครั้งก็ทำให้เหนื่อย เพราะตนเองไม่ใช่ทั้งสายเข้าสังคม และไม่ใช่คนอ่อนหวาน จะเป็นคนตรงไปตรงมา เพราะถือว่าต่างคนต่างมีหน้าที่ของตัวเองที่ต้องทำ

แม้ว่าจะเป็นผู้หญิงแต่คุณโอ๋ ค่อนข้างเด็ดขาดและในบางครั้งอาจจะเด็ดขาดกว่าผู้เป็นพ่อด้วยซ้ำ เพราะหลายครั้งที่ความใจดีและประนีประนอมของพ่อ ทำให้พ่อเหนื่อยมากกว่าเดิม คุณโอ๋จึงให้ความสำคัญกับความมีวินัยและรู้หน้าที่ โดยจะให้โอกาสเมื่อมีปัญหาไม่เกินหนึ่งถึงสองครั้ง เพราะต้องคำนึงถึงหลายๆ ส่วนที่เกี่ยวข้อง และผลกระทบที่ตามมาเป็นสำคัญ

“ส่วนบทบาทในการเป็นโปรโมเตอร์นั้น โอ๋มองว่าไม่ต่างจากการทำงาน Organize ที่ต้องจัดอีเวนท์ต่างๆ ให้สำเร็จเรียบร้อย แต่งานนี้จะโฟกัสในเรื่องของการจัดกีฬาชกมวย ซึ่งเราต้องดูแลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น การเปรียบคู่มวยที่จะเข้ามาชกในรายการแต่ละคู่  หากมีการถ่ายทอดสดก็ต้องทำการประชาสัมพันธ์ การขายสปอนเซอร์ หรือถ้าเป็นการไปจัดสัญจรนอกสถานที่ก็จะต้องไปติดต่อขอใช้สถานที่ต่างๆ และดูแลหน้างานตลอดการจัดการแข่งขันให้เกิดความเรียบร้อย และนำเสนอมวยที่สนุกสนานให้กับคนดูทุกคน”

ย้อนเส้นทางนักสู้ “ทรงชัย รัตนสุบรรณ” 

สำหรับเส้นทางของผู้เป็นพ่อ ก่อนจะก้าวมาสู่โปรโมเตอร์มือทองระดับประเทศ คุณโอ๋ ถ่ายทอดให้ฟังว่า ตอนเด็กๆ ที่บ้านป๊าฐานะไม่ดีนัก เรียนได้แค่ระดับประถม ก็มาฝึกมวย เป็นนักมวยมาก่อน โดยใช้ชื่อทั้ง ทรงชัย ลูกงามศิริ, ทรงชัย ชัยสุริยะ แต่ไม่ได้มีฝีไม้ลายมือมากนัก ต่อยทีไรก็แพ้เป็นส่วนใหญ่ ทำให้เริ่มรู้ตัวว่าไม่น่าจะรุ่งกับอาชีพนักมวย จึงหันไปเป็นผู้ช่วยโปรโมเตอร์ก่อนจะค่อยๆ ขยับมาเป็นโปรโมเตอร์ภูธร หรือจัดรายการชกมวยตามต่างจังหวัด ก่อนจะขยับมาเป็นโปรโมเตอร์รายการใหญ่ระดับประเทศอย่างเวทีมวยลุมพินี

“ป๊าไม่มีแววทางด้านการเป็นนักมวย แต่จุดเด่นของป๊าคือ มีไหวพริบดี ความจำดี และดูเชิงมวยเป็น ป๊าจะรู้ว่าใครจะต่อยสไตล์ไหน และมองออกว่าถ้าจับมวยคู่ไหนมาเจอกันแล้วสนุก จึงหันมาสู่เส้นทางของการเป็นผู้จัด โดยเริ่มจากการเป็นโปรโมเตอร์ภูธร ที่แปดริ้วบ้านเกิด จนหลายปีผ่านมาเริ่มมีชื่อเสียง ทำให้ถูกทาบทามจากผู้ใหญ่ให้ลองมาจัดที่เวทีลุมพินี จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโปรโมเตอร์ประจำที่เวทีลุมพินีตั้งแต่ปี 2518 โดยใช้ชื่อรายการว่า “ศึกวันทรงชัย” ทำให้เป็นที่รู้จักมาจนถึงทุกวันนี้”

ต้องถือว่า เสี่ยทรงชัย เป็นคนมีหัวการตลาดมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะในยุคสมัยนั้นที่ยังไม่มีใครเข้าใจการตลาด หรือเข้าใจในเรื่องของการสร้างแบรนด์ แต่เสี่ยทรงชัยให้ความสำคัญกับการสร้างชื่อ พยายามทำให้คนรู้จักและจดจำให้ได้ รวมทั้งยึดมั่นใจอุดมการณ์ของตัวเอง เพื่อให้เป็นที่รับรู้ไปทั่ววงการมวย ว่าเป็นรายการที่มีความยุติธรรม เป็นกลาง เน้นเปรียบคู่มวยให้เหมาะสม เพื่อให้ชกออกมาแล้วคนดูสนุก โดยไม่เข้าข้างใดข้างหนึ่ง โดยที่ตัวเสี่ยทรงชัยเองจะไม่เล่นการพนัน และไม่ได้ทำค่ายมวยของตัวเอง เพื่อความสบายใจแก่ทุกฝ่าย และไม่ได้คำนึงถึงผลแพ้ชนะของนักมวยแต่ละฝ่าย แต่จะมองที่การทำให้คนที่เข้ามาดูประทับใจเป็นสำคัญ

“จุดเด่นของศึกวันทรงชัย คือ ความยุติธรรมทั้งจากการประกบคู่มวย การกำหนดราคาค่าตั๋ว รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมในทุกๆ ส่วน  ที่ต้องให้ความสำคัญกับทุกฝ่ายที่มาปฏิสัมพันธ์กับเรา ทั้งนักมวย หัวหน้าค่าย คนดู  ไม่ล้ม ไม่วางยา ไม่ทำให้คนสงสัยว่าจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประโยชน์ให้สังคมหรือทำสาธารณกุศลต่างๆ โดยใช้มวยไทยเป็นตัวเชื่อม”   

ขณะที่การจุดประกายให้มวยไทยได้รับการยอมรับและเปิดตลาดในต่างประเทศได้สำเร็จ จนเกิดเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลก มาจากการให้ความสำคัญกับการนำมวยไทยไปชกในต่างประเทศ แล้วมีการถ่ายทอดสดกลับมาให้คนในประเทศได้ดู โดยเฉพาะแมตช์ในฝรั่งเศสที่นำสุดยอดมวยไทยค่าตัวแพงในยุคนั้นอย่าง นำพล หนองกี่พาหุยุทธ ปะทะกับนักมวยไทยชาวดัตช์อย่าง ราม่อน แด็กเกอร์ ซึ่งผลปรากฏว่า นำพลแพ้น็อคให้กับนักมวยต่างชาติ ทำให้กลายเป็น Talk of The Town และทำให้ชาวต่างชาติรู้จักมวยไทยที่เป็นกีฬาจริงๆ และรู้สึกว่าสามารถสัมผัสและจับต้องได้ จนทำให้เกิดเป็นกระแส “มวยไทยฟีเวอร์” ในยุคสมัยหนึ่ง

“ป๊ามีอุดมการณ์ของป๊า แต่บางคนไม่เข้าใจ โดยเฉพาะบางคนที่รับไม่ได้ก็ต่อว่ารุนแรงถึงขนาดหาว่าป๊า “ขายชาติ” แต่ทุกอย่างที่ป๊าทำมาก็พิสูจน์ได้แล้วว่า เราประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้มวยไทยได้รับการยอมรับและทำให้ต่างชาติรู้จักประเทศไทยมากขึ้น ถ้าเราอยากเป็นที่รู้จัก ก็ต้องทำให้ทุกคนสามารถพิสูจน์ว่านี่คือกีฬา ที่ต่อสู้และเอาชนะกันด้วยชั้นเชิง ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ชนะได้ถ้าเหนือกว่าและเก่งกว่าจริง”

เรียกได้ว่า นักมวยแต่ละคนที่ชกในรายการที่มีโปรโมเตอร์ชื่อทรงชัยนั้น ไม่มีคำว่า “กินหมู” ไม่ว่าจะเป็นมวยไทยหรือมวยสากล หรือแม้แต่การชกกับนักชกต่างชาติ ทรงชัยก็ไม่เคยเข้าข้างนักมวยไทยด้วยกัน พยายามนำคู่ต่อสู้จากทั่วโลกที่มีฝีมือสูสีกับนักชกไทย เพื่อสร้างบรรทัดฐานในเรื่องของความโปร่งใส เพื่อสร้างการยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการท้าชิงแชมป์ หรือป้องกันแชมป์ ทุกแมตช์จะต้องเป็นการพิสูจน์ตัวเองของนักมวยแต่ละคนว่า “เหมาะสมกับตำแหน่งแชมป์โลก” หรือไม่ ซึ่งนักมวยไทยหลายคนที่สามารถพิสูจน์ตัวเองจนประสบความสำเร็จจนถึงขั้นได้เป็นเจ้าของแชมป์โลกจากสถาบันชั้นนำอย่างสมาคมมวยโลก (WBA) องค์กรมวยโลก (WBO) หรือสภามวยโลก (WBC) อาทิ แสน ส.เพลินจิต, หยกไทย ศิษย์ อ., พิชิต ช.ศิริวัฒน์, ดาวรุ่ง ช.ศิริวัฒน์, สามารถ พยัคฆ์อรุณ, เมืองชัย กิตติเกษม, พิชิต ศิษย์บางพระจันทร์, ยอดสนั่น ส.นันทชัย, ยอดดำรงค์ สิงห์วังชา, ผึ้งหลวง ส.สิงห์อยู่ เป็นต้น

สานฝันตัวเอง มวยไทยต้องมีความเป็นมืออาชีพ 

เมื่อฝันของผู้เป็นพ่อในการผลักดัน มวยไทย ให้เป็นทั้งมรดกไทย และมรดกโลก สำเร็จได้ตามที่หวัง มาถึงฝันของคุณโอ๋บ้าง แม้จะบอกว่าทุกวันนี้มาได้ไกลเกินฝันแล้ว เพราะตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาไม่ได้ตั้งเป้าหมาย หรือความหวังใดๆ ไว้ทั้งสิ้น ขณะเดียวกันก็สามารถปั้นแชมป์โลกในรายการได้สำเร็จ จนได้รับรางวัลโปรโมเตอร์ยอดเยี่ยมจากองค์กรมวยโลก WBO ถึง 7 ปีซ้อน (2010 -2016) แต่สิ่งหนึ่งที่คุณโอ๋อยากจะผลักดันอย่างจริงจังจากนี้คือ การทำให้วงการมวยไทยมีความเป็นมืออาชีพและเต็มไปด้วยคำว่าคุณภาพ ตั้งแต่เรื่องของหลักสูตร ไปจนถึงบุคลากรไม่ว่าจะเป็นนักมวย หรือแม้แต่ครูมวย 

“ที่ผ่านมา เราจะได้ยินข่าวนักมวยที่เคยประสบความสำเร็จ แต่สุดท้ายต้องกลับไปลำบากเหมือนเดิม หรือนักมวยดาวรุ่งแต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ไม่ว่าจะเป็นข่าวติดการพนัน หรือเรื่องผู้หญิง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่พบได้มากในวงการ มีนักมวยเพียง 20% ที่ประสบความสำเร็จแล้วสามารถรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีไปจนถึงบั้นปลายชีวิต ส่วนอีก 80% ส่วนใหญ่ก็จะกลับไปสู่วังวนเดิมๆ ซึ่งเรามองว่าเรื่องนี้ต้องแก้กันตั้งแต่พื้นฐาน ตั้งแต่การสร้างจิตสำนึก ความรับผิดชอบ ความมีวินัย และความเป็นมืออาชีพ ซึ่งไม่ใช่แค่ในวงการมวยเท่านั้น แต่เป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานที่นักกีฬาทุกคนจำเป็นต้องมี”

วิธีการที่คุณโอ๋จะใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาตามวังวนเดิมๆ เช่นนี้ คือ การผลักดันให้มีการเรียนการสอนมวยไทย ในรูปแบบ After School หรือในกลุ่มวิชาเลือก เพื่อให้เริ่มมีการเรียนมวยไทยตั้งแต่เด็กๆ และจะเริ่มสอนตั้งแต่วิธีคิด การปฏิบัติตัว และความมีวินัย รับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและผู้คนโดยรอบ มากกว่าแค่การซ้อมเตะ ต่อย เพียงอย่างเดียว แต่จะทำให้มีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ยังไม่มีใครทำในส่วนนี้เพราะขาดทั้งหลักสูตร ผู้สอน และองค์ประกอบต่างๆ แต่วันทรงชัยมีความพร้อมในทุกด้านที่สามารถบุกเบิกได้ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ประมาณปลายปีนี้ ด้วยการเริ่มเข้าไปสอนในกลุ่มโรงเรียนสองภาษา หรือหลักสูตร EP ก่อนจะขยายไปสู่โรงเรียนในสังกัด  สพฐ.  เป็นสเตปต่อไป เนื่องจากมีรายละเอียดและขั้นตอนปฏิบัติต่างๆ ค่อนข้างมาก

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้วงการมวยไทยของเรายังไม่สามารถก้าวไปได้ไกลว่าจุดที่ยืนอยู่นี้ เพราะส่วนใหญ่ขาดวินัยและไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ทั้งนักมวยเอง หรือแม้แต่หัวหน้าคณะ ทำให้ไม่มีการสร้างต้นแบบที่ดี ขณะที่วันทรงชัยเองเราก็ไม่มีนโยบายสร้างค่ายมวยเอง แต่เรามีนักมวยในสังกัดอยู่ทั่วประเทศ ที่ปล่อยให้ดูแลกันเองในแต่ละคณะ ซึ่งส่วนใหญ่จะปล่อยปละละเลย ทำให้บางครั้งกระทบกับการจัดรายการต่างๆ ที่มีการลงทุนในการจัดงานแต่ละครั้งเป็นหลักล้าน หรือหลักสิบล้าน และถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยและทำให้เราเศร้าใจมาโดยตลอด การเข้ามาบุกเบิกการสอนเหล่านี้ จะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาและเริ่มปลูกฝังจิตสำนึกต่างๆ และเชื่อว่าจะช่วยเข้ามาพัฒนาคุณภาพของวงการมวยได้ในระยะยาว”

นอกจากนี้ คุณโอ๋ ยังมองการสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือการเติบโตในสายงาน เพื่อให้มี Career Path ในอาชีพนี้ โดยเฉพาะนักมวยหรือครูมวย ที่สามารถขยับไปเป็นโค้ช เป็นครูมวยในต่างประเทศได้ ถ้ามีความตั้งใจจริง โดยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ทางวันทรงชัยได้ไปเปิดค่ายมวยในจีนชื่อว่า S1 เฉินตูยิม เพื่อเป็นอีกหนึ่งฐานสำคัญในการทำตลาดในต่างประเทศ โดยจะส่งครูมวยไปช่วยสอนมวยไทยในต่างประเทศ โดยเน้นการสอนให้กับกลุ่มเด็ก และผู้หญิง เพื่อเรียนรู้การป้องกันตัว โดยคุณโอ๋ยังมีบทบาทสำคัญในการปลุกปั้นให้วงการมวยหญิงกลับมาคึกคักได้อีกครั้งหนึ่งด้วย

ต่อยอดสร้างแบรนด์ S1 สู่ตลาดโลก

เมื่อมวยไทยได้รับความนิยมในระดับโลก ทำให้ “วันทรงชัย” ขยายการจัดรายการแข่งขันมวยไทยไปในหลากหลายประเทศ ภายใต้แบรนด์ S1 (เอสวัน) เพื่อให้คนต่างชาติสามารถออกเสียงได้สะดวกมากขึ้น รวมทั้งจะต่อท้ายด้วยชื่อแต่ละประเทศหรือเมืองที่ไปจัด เช่น อิตาลี อังกฤษ ญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีแมตช์ที่แชมป์จากแต่ละรายการ มาชกเพื่อจัดอันดับ ก็จะมีการจัดรายการ เอสวันเวิลด์ ขึ้นมาด้วย

นอกจากรายการชกมวยไทยในต่างประเทศแล้ว แบรนด์ “เอสวัน” ยังขยายไปสู่การจำหน่ายอุปกรณ์กีฬาชกมวย เช่น นวม กางเกงมวย อุปกรณ์ฝึกซ้อม เวทีมวย ขณะที่ “วันทรงชัย” จะใช้ในการจัดรายการชกมวยภายในประเทศ รวมทั้งใช้เป็นชื่อของหลักสูตรในการสอนมวยไทย ในมิติของการสร้างองค์ความรู้เพื่อสร้างการพัฒนาให้กับแวดวงกีฬามวยไทยต่อไป

และเป็นธรรมดาของการตลาดเมื่อมวยไทยเป็นที่นิยมก็จะต้องมีผู้เข้ามาในธุรกิจนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในความกังวลของคุณโอ๋คือ การที่หลายๆ คน นำคำว่า “มวยไทย” ไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง เพราะมวยไทยคือศิลปะ คือวัฒนธรรมของชาติ มีแบบมีแผนในฐานะที่เป็นกีฬาประจำชาติ ไม่ใช่จะทำอะไรก็ได้โดยที่ใช้คำว่ามวยไทยมาช่วยในการทำตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งจะเป็นการปลูกฝังการรับรู้เกี่ยวกับมวยไทยออกไปอย่างไม่ถูกต้อง

“สำหรับโอ๋ มวยไทยต้องประกอบขึ้นทั้งจาก Sport และ Culture เพราะมวยไทยคือกีฬาประจำชาติไทย เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ต้องใช้หมัด เท้า เข่า ศอก การต่อสู้ด้วยมือเปล่าอย่างครบเครื่อง ผู้ชกต้องมีปฎิภาณไหวพริบ มีจังหวะในการจู่โจมคู่ต่อสู้ รวมทั้งต้องให้ความสำคัญกับการไหว้ครู ซึ่งเป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณก่อนชกอยู่เสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของความเป็นไทยอีกอย่างหนึ่ง แต่ในปัจจุบันมักจะเน้นเรื่องของการตลาด ความสนุก สะใจ ซัดเปรี้ยงเดียวจบ ซึ่งอาจจะทำให้จุดที่เป็นหัวใจที่บรรพบุรุษต้องการจะสืบสานและรักษาต่อไว้ต้องหายไป เราสามารถมีรูปแบบการชกมวยที่หลากหลายได้ แต่เราต้องแยกแยะให้ถูกด้วยว่าแบบไหนคือมวยไทย หรือแบบไหนเป็น Kick Boxing”

และนี่คือปณิธานของศึกวันทรงชัย ที่พยายามจะรักษาความเป็นมวยไทยตามต้นฉบับไว้ให้มากที่สุด ทั้งการให้ความสำคัญกับมิติของ Sport และ Culture อย่างสมดุลให้มากที่สุด โดยเลือกที่จะใช้เรื่องของการตลาดมาเป็นเพียงตัวเสริมไม่ใช่เป็นตัวนำ โดยคุณโอ๋ ยังได้ทิ้งท้ายให้เป็นข้อคิดด้วยว่า

“สิ่งที่น่าเสียดายที่สุด คือ การที่คนไทยไม่เห็นค่าความเป็นไทย เคยมีโปรโมเตอร์จากต่างประเทศมาถามโอ๋ว่า พวกคุณกำลังทำอะไรอยู่ ให้ความสำคัญกับการสร้างสปอร์ตคอมเพล็กซ์ต่างๆ ซึ่งที่ไหนก็มีได้ ทั่วโลกก็สร้างได้ แต่สิ่งที่คนอื่นไม่มีมันคือ Tradition แต่พวกคุณกลับกำลังทำลายมัน มาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นแค่สีสัน แต่ในระยะยาว พวกคุณอาจจะไม่เหลืออะไรเลย และสุดท้ายคนทั่วโลกก็จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มวยไทยที่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร” 

เปิดใจ “โอ๋ ปริยากร รัตนสุบรรณ” สาวหัวใจห้าว

วันอังคารที่ 29 สิงหาคม ในรายการ “บุษบาริมรั้ว” พาไปนั่งพูดคุยกับทายาทสาวเจ้าของค่ายมวยชื่อดัง “โอ๋ ปริยากร รัตนสุบรรณ” โปรโมเตอร์หญิงหนึ่งเดียวของประเทศไทยกับรายละเอียดของงานที่ทำอยู่…”ถึงจะเป็นงานที่มีผู้ชายซะส่วนใหญ่แต่โอ๋ก็ไม่รู้สึกต้องกลัวอะไรนะคะ อยากทำก็ทำเลย เพราะเราอยู่กับวงการมวยมาตั้งแต่เกิด เห็นมาทุกอย่าง เจอนักมวยมาหลายรุ่น เห็นเขาซ้อม เห็นวิธีการทำงานจากคุณพ่อ”

“โอ๋รักงานในวงการมวยค่ะ เป็นงานที่ท้าทาย ปัญหาที่เจอส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องคนเพราะวงการมวยคนเยอะ ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย โอ๋เป็นผู้หญิงก็อาจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร มากคนก็มากความ บางทีนักมวยก็จะมีปัญหาเรื่องแฟน พ่อแม่ หัวหน้าคณะ ทำน้ำหนักตัวไม่ได้เราก็ต้องแก้ไขไปทีละเรื่องค่ะ คนที่เข้ามามีหลากหลายทั้งเรื่องการศึกษาและความเป็นอยู่ ต้องปรับตัวปรับอารมณ์และอดทนอย่างมาก ส่วนหน้าที่ของโปรโมเตอร์มวยคือจัดการแข่งขันชกมวยและประกบคู่มวย ต้องคัดเลือกนักมวยด้วยตนเอง ต้องพูดต่อรองให้คู่มวยไม่รู้สึกได้เปรียบเสียเปรียบกัน”

“ทุกวันจันทร์จะมีการประกบคู่มวยเอาเทปศึกวันทรงชัยแต่ละสัปดาห์มาดูฟอร์มการชกว่าคนไหนที่ประกบกันแล้วจะเป็นคู่ที่สูสี ชกบนเวทีแล้วสนุก ก็ท้าทายดี ตัวโอ๋เองก็หัดชกมวยด้วยค่ะ เพิ่งเรียนได้ 2 เดือน เพราะเริ่มรู้วึกว่าทฤษฎีอย่างเดียวไม่พอ ถ้าเรียนรู้แม่ไม้มวยไทยด้วยตัวเองน่าจะดีกว่า…” เวลา 22.10 น. เป็นต้นไปทางช่อง 3

ช่อง 7 ในรายการ “ชั่วโมงพิศวง” พิธีกร “ป๋อง กพล” ชวนผู้กำกับ “บัณฑิตย์ ทองดี” มานั่งดูกันว่า “คลิปผี” อันไหนที่ถูกคอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมา และอันไหนที่คอมพิวเตอร์และมนุษย์ไม่น่าจะสามารถกระทำได้? ตั้งแต่ 22.25 น. เป็นต้นไป ส่วนที่รายการ “คุณพระช่วย” เวลา 20.30 น. ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี มาร่วมสมานฉันท์กันด้วยเสียงดนตรีกับการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้ที่เรียกกันว่า “กรือโต๊ะ” ซึ่งจะมีแสดงกันใน จ.นราธิวาส เพียงจังหวัดเดียว จะเป็นอย่างไร? ต้องลองติดตามชมกัน